copy เขามา อิอิ

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เราได้เห็นแล้วว่า ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่อันประกอบด้วย นักวิชาการ อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้นำสหภาพแรงงาน นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส ‘ผู้ดี’ รวมถึงอดีตคนเดือนตุลา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองจารีตนิยม-ราชการ เป็น ‘ปัญญาชนขุนนางใหม่’ ที่ร่วมมือกันก่อรัฐประหาร 19 กันยายน ปัญญาชนส่วนนี้ไม่ใช่พลังประชาธิปไตย แต่เป็นพลังอำนาจนิยม เราเรียกว่า ปัญญาชนขวาจัด

ยังมีปัญญาชนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับปัญญาชนขวาจัดในการขับไล่รัฐบาลไทยรักไทย พวกนี้สารภาพว่า ทันทีที่ได้ยินข่าวรัฐประหาร ก็รู้สึกโล่งอก ดีใจว่า วิกฤตการณ์จบสิ้นลงเสียที ขณะเดียวกันก็แก้ตัวว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ควรหันมาร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เกิดประชาธิปไตยและป้องกันการกลับมาของนักการเมืองโกงดีกว่า’ ทั้งที่ข้อแก้ตัวดังกล่าวมีตรรกะเดียวกันกับกรณีเจ้าของบ้านถูกโจรปล้นเผาบ้านไปแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับการปล้นเผาบ้าน แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว จึงควรหันมาร่วมมือกับโจร สร้างบ้านขึ้นมาใหม่ดีกว่า’

ปัญญาชนส่วนนี้ทำตัวเป็น ‘คนดีในสองโลก’ คือในโลกของชนชั้นปกครอง พวกเขาต่อต้าน ‘ระบอบทักษิณและนักการเมืองคดโกง’ แต่ในโลกของผู้ถูกปกครอง พวกเขาเรียกร้อง ‘สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย’ คนพวกนี้อยากได้รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากทั้งสองค่าย เราเรียกว่า ‘พวกปัญญาชนตีสองหน้า’

การวิเคราะห์จะแสดงให้เห็นว่า ในกรณี 19 กันยายน คนพวกนี้ถ้าไม่ใช่ไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างสุดกู่ ก็เป็นพวกอำนาจนิยมเช่นเดียวกับปัญญาชนขวาจัด จะต่างกันก็เพียงว่า คนพวกนี้เป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบเท่านั้น

ปัญญาชนตีสองหน้ามีความเชื่อเหมือนปัญญาชนขวาจัดคือ ‘คุณธรรมนำประชาธิปไตย’ นักการเมืองต้องมีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตน ซื่อสัตย์สุจริต รัฐธรรมนูญต้องร่างเพื่อให้ ‘คนที่ขาวสะอาด’ เข้ามาสู่การเมือง คนพวกนี้ไม่เข้าใจว่า นักการเมืองทั่วโลกทุกชาติภาษาก็เหมือนกันหมดคือ ‘เห็นแก่ประโยชน์ตน’ หลักการของประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐจึงไม่ใช่ ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ แต่เป็นการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายมาตีกรอบพฤติกรรมของนักการเมือง วางแรงจูงใจทางกฎหมายและมาตรการสังคมกำกับให้นักการเมืองมีพฤติกรรมและการกระทำที่ทุจริตน้อยที่สุดและประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด

พวกปัญญาชนตีสองหน้าเชื่อและหมกมุ่นในวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ไม่แพ้ปัญญาชนขวาจัด เห็นว่า ผู้นำรัฐบาลไทยรักไทยเป็นมหาอสุรกายจากนรก ขึ้นมาครอบงำระบบการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จจนไม่มีทางออก ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญถูกทำลายเหลือแต่สัญลักษณ์ การเลือกตั้งและวิถีทางประชาธิปไตยปกติจึงไม่ใช่ทางเลือก ปัญญาชนกลุ่มนี้จึงเข้าเป็นแนวร่วมกับพวกปัญญาชนขวาจัด ปฏิเสธการเลือกตั้ง เคลื่อนไหวประท้วงขับไล่ผู้นำรัฐบาล คนพวกนี้แสร้งไม่เข้าใจว่า วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ นั้น เนื้อแท้คือมุ่งฉีกรัฐธรรมนูญ ทำลายประชาธิปไตย และสถาปนาระบอบอำนาจนิยม

แม้กลุ่มปัญญาชนขวาจัดจะได้แสดงสีสันที่เป็นอำนาจนิยมออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มการเคลื่อนไหวต้นปี 2549 ด้วยการเรียกร้องมาตรา 7 และให้มีรัฐประหาร แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้าก็ยังหลับหูหลับตาเป็นแนวร่วมขับไล่รัฐบาลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยแก้ตัวว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 7 และรัฐประหาร แต่ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างไว้ก่อน’ ซึ่งก็คือ เชื่อว่า ระหว่างภัยรัฐประหารกับ ‘ภัยระบอบทักษิณ’ นั้น อย่างหลังอันตรายกว่า

พวกนี้เข้าข่ายไร้เดียงสาทางการเมืองหากเชื่อว่า พวกตนสามารถโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ลงโดยที่ยังรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ซึ่งก็คือ เชื่อว่า พวกตนมีพลังอันเกรียงไกรที่จะสร้างความปั่นป่วนและวิกฤตจนไล่รัฐบาลออกไปได้สำเร็จโดยที่สามารถยันภัยรัฐประหารเอาไว้ได้ในขณะเดียวกัน ปัญญาชนตีสองหน้าไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศ หากแต่ต้องมีพลังชนชั้นหลักในสังคมสนับสนุน และก่อน 19 กันยายน พลังที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไว้เพื่อผลประโยชน์ตนก็คือ รัฐบาลไทยรักไทยของกลุ่มทุนใหม่และพลังชนชั้นล่างในเมืองและชนบท แต่พวกเขาทำเป็นไม่เห็นและยังเลือกที่จะร่วมมือกับปัญญาชนขวาจัดเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

คนพวกนี้เข้าข่ายเป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบหากประเมินว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ที่ยังมีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง หลักนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (ที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่ถูกทำลาย) มีอันตรายและเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหารที่ปกครองด้วยคำสั่ง ประกาศ ธรรมนูญการปกครอง และกฎอัยการศึก

ความเป็นอำนาจนิยมอีแอบของคนกลุ่มนี้ยังแสดงออกผ่านคำขวัญ ‘ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาญ’ ซึ่งก็คือ ให้มีประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แต่ถ้าทักษิณชนะเลือกตั้ง พวกตนก็จะออกมาขับไล่ทักษิณ ตรรกะดังกล่าวเป็นผลพวงของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เชื่อว่า รัฐบาลไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วยการ ‘ซื้อเสียง’ ผ่านนโยบายประชานิยมที่มอมเมาและกระตุ้นความอยากบริโภคของประชาชนชั้นล่าง จึงเป็นเสียงข้างมากที่ ‘ไม่มีความชอบธรรม’

เอาเข้าจริง ปัญญาชนตีสองหน้ากำลังพูดว่า ‘มีประชาธิปไตย มีเลือกตั้งก็ดี แต่ต้องเลือกเฉพาะคนที่พวกฉันเห็นด้วยเท่านั้นนะ ถ้าเลือกคนอื่น ก็คือเอ็งโง่’ นี่คืออัตตาธิปไตยของปัญญาชน ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยจากผู้ปกครองจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัด

ธาตุแท้ที่เป็นอำนาจนิยมอีแอบของปัญญาชนตีสองหน้ายังแสดงออกผ่านวาทกรรมและภาษาที่ใช้ในบทความและเสวนาน้ำท่วมทุ่งของพวกเขา ซึ่งเต็มไปด้วยการเหยียดหยามและด่าทอนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหยาบคาย แต่สุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อม อ้อมค้อม ระมัดระวังเมื่อกล่าวถึงผู้ปกครองและพวกจารีตนิยม-ราชการ ซึ่งสะท้อนทัศนะเดียวกันกับปัญญาชนขวาจัดคือ นักการเมืองมีแต่สกปรกคดโกงน่ารังเกียจ ส่วนพวกผู้ดี ราชการ และปัญญาชนนั้นมีคุณธรรมจริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต น่ากราบไหว้

ด้วยวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ของพวกปัญญาชนตีสองหน้าและการเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลมาแต่ต้น โดยทำเป็นไม่เห็นสีสันอำนาจนิยมของปัญญาชนขวาจัดและภัยรัฐประหาร พวกเขาจึงมีส่วนรับผิดชอบต่อรัฐประหาร 19 กันยายนอย่างเต็มที่ การที่พวกเขาออกมาทำหน้าไร้เดียงสาประกาศว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ จึงเป็นการแก้เกี้ยว ไม่ให้ตัวเองแปดเปื้อนมลทินอำนาจนิยมมากเกินไป โดยนึกว่า ใคร ๆ เขาล้วนมีความจำสั้นกันหมด

ภายหลัง 19 กันยายน ปัญญาชนตีสองหน้าก็ยังคงแสดงความเป็นอำนาจนิยมอีแอบอย่างต่อเนื่องผ่านท่าทีที่มีต่ออำนาจรัฐประหารอีกด้วย แม้หน้าฉากจะบอกว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ แต่กลับยอมรับหน้าตาเฉยว่า ‘รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีกไปแล้ว มาช่วยกันร่างฉบับใหม่ดีกว่า’ ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่คณะรัฐประหารต้องการนั่นเอง กิจกรรมสุดโปรดที่คนพวกนี้ทำกันอย่างคึกคักในขณะนี้จึงเป็นการตั้งเวทีสัมมนาอภิปราย แสดงความเห็น รวบรวมข้อคิดในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจ ในข้อนี้ พวกเขาคงต้องไร้เดียงสาอย่างสุดบรรยายด้วยหากเชื่อว่า จะสามารถมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างขึ้นภายใต้อำนาจรัฐประหาร

ข้อนี้ยังพิสูจน์ว่า ปัญญาชนตีสองหน้ามีธาตุแท้เป็นอำนาจนิยมอีแอบที่สนับสนุนรัฐประหารด้วย การที่พวกเขาไม่ปฏิเสธรัฐประหาร แต่สนับสนุนให้ ‘ปฏิรูปการเมืองและร่างรัฐธรรมนูญใหม่’ สะท้อนว่า พวกนี้ยังคงเชื่อว่า ปัญหาหลักไม่ใช่รัฐประหารและระบอบอำนาจนิยม ไม่ใช่การเข้ามารวบและสืบทอดอำนาจโดยกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ แต่เป็นนักการเมืองคดโคงที่มาจากการเลือกตั้ง ภารกิจสำคัญจึงเป็น ‘ปฏิรูปการเมืองเพื่อป้องกันนักการเมืองโกงกลับมา’ ไม่ใช่การขจัดอำนาจนิยมของราชการ พวกเขาเห็นพวกจารีตนิยม-ราชการเป็นกัลยาณมิตรมิตรที่อาจเข้าไปพูดคุยและผลักดันให้ร่าง ‘รัฐธรรมนูญที่ดี’ ออกมาได้ แต่เห็นนักการเมืองเลือกตั้งเป็นศัตรูและเห็นประชาชนชั้นล่างส่วนข้างมากของประเทศที่ลงคะแนนสนับสนุนนักการเมืองว่า ‘ถูกมอมเมาด้วยประชานิยม เป็นเครื่องมือนักการเมือง และไม่มีวันเป็นพลังประชาธิปไตย’

ปัญญาชนตีสองหน้าไม่เข้าใจว่า ความขัดแย้งหลักในวันนี้ไม่ใช่ระหว่าง ‘ระบอบประชาธิปไตย’ กับ ‘นักการเมืองโกง’ แต่เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทางอันแหลมคมระหว่างระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นของพันธมิตรจารีตนิยม-ราชการ-ปัญญาชนขวาจัดและกลุ่มทุนเก่าด้านหนึ่ง กับ ‘ระบอบประชาธิปไตยมหาชน’ ของพันธมิตรประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบท-ปัญญาชนประชาธิปไตยและกลุ่มทุนใหม่ในอีกด้านหนึ่ง

การที่ปัญญาชนตีสองหน้าในวันนี้ยังเสนอว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่เห็นด้วยให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อลงโทษนักการเมือง’ จึงสะท้อนความเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกเขาได้อย่างหมดเปลือก

ความจอมปลอมของคนพวกนี้ยังเห็นได้ชัดจากการที่พวกเขาประณามหยามเหยียดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่า ‘ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนเพราะโกงและซื้อเสียง’ แต่กลับสมอ้าง เรียกตัวเองอย่างสนิทใจว่า เป็น ‘ตัวแทนภาคประชาชน’ และความคิดเห็นของตนเป็น ‘ความเห็นของประชาชน’ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เรื่องและไม่เคยแต่งตั้งคนพวกนี้ให้เป็น ‘ตัวแทน’ แต่อย่างใด ไม่ว่าในทางใด

ปัญญาชนตีสองหน้าจึงมีเนื้อแท้ที่เหมือนปัญญาชนขวาจัดมากกว่าที่เห็นจากภายนอก เพราะพวกเขามีลักษณะสำคัญร่วมกันคือ มีสถานะเป็นพวก ‘ขุนนางใหม่’ ในระบบสังคมการเมืองไทยปัจจุบันเช่นเดียวกัน ในทางการเมือง พวกเขาจึงหวาดระแวงการเมืองแบบเลือกตั้งและเกลียดชังนักการเมือง ในทางเศรษฐกิจ พวกเขาปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

แต่คนพวกนี้อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าปัญญาชนขวาจัด เพราะเป็นพวกที่คอยปล่อยม่านควัน สร้างความสับสน อ้างตัวเป็นทั้ง ‘ฝ่ายจริยธรรม’ และ ‘ฝ่ายประชาชน’ ยกตนสูงส่งเหนือผู้อื่น โทษทุกคนรอบตัว เริ่มด้วยการโทษทักษิณ โทษประชาชนที่เลือกทักษิณ โทษความขาดแคลนในชนบทที่ทำให้ประชาชนเลือกทักษิณ โทษนักการเมืองโกง โทษรัฐธรรมนูญ หาว่าทั้งหมดนี้ทำให้เกิดรัฐประหาร จากนั้นก็โทษคนที่ต้านรัฐประหารและต้านรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ‘ขัดขวางการปฏิรูปการเมือง’ แต่คนพวกนี้ไม่เคยโทษตัวเองเลยว่า เป็นตัวการสำคัญอย่างให้อภัยไม่ได้ที่นำมาซึ่งรัฐประหาร 19 กันยายน

ตีพิมพ์ครั้งแรก เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2549

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: