Copy มาอีกแล้ว

ไทยเตรียมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เป็น Pre – industrial States
ดูจากลิงค์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ของสถาบันทางการศึกษาทางทหารของไทยร่วมกับม.หอการค้าไทย (อืม ยังมีส่วนดีบ้างนะทหารเนี่ย แต่เจ้านายเล่นปฎิวัติเฉย)

http://www.strategicthinktank.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=324318

โครงสร้างการเมืองโลกสมัยใหม่

ปัญหาโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือโครงสร้างการเมืองโลกสมัยใหม่

๑. โครงสร้างจะกำหนดพฤติกรรมทางการสงคราม และความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า“ระเบียบโลกใหม่” ความสับสนเกิดจากไม่เข้าใจโครงสร้างใหม่ว่าเป็นอย่างไร ความแปรปรวนทางการเมืองของโลกมีพลวัตสูงมาก เกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจ ที่มีความยืดหยุ่นมาก การมองจากบนลงมาล่างโดยมีสมมติฐานว่าระดับบนจะกำหนดพฤติกรรมของรัฐชาติ ๑๐๐ กว่าประเทศ และใน UN ๑๙๑ ประเทศ ซึ่งนักวิชาการบางท่านไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าน่าจะเป็นระบบ Bottom up ที่ประเทศเล็กเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมากกว่า

๒. การเมืองของโลกปัจจุบันมีสิ่งที่สำคัญ ๒ ประการคือพฤติกรรมของโครงสร้างใหม่เป็นอย่างไร กับอำนาจการเมืองใหม่ของโลกอยู่ตรงไหนมีนักวิชาการแบ่งการเมืองโลกปัจจุบันออกเป็น ๓ กลุ่ม และพฤติกรรมก็ขึ้นกับ ๓ กลุ่มนี้คือ

๑. ประเทศที่ยากจน อ่อนแอ เป็นประเทศกสิกรรม ยังไม่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม หรือ เตรียมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เป็น Pre – industrial States เช่นประเทศยากจนในแอฟริกา เอเชีย เป็นโลกที่มีสงครามมากที่สุด เช่น สงครามกลางเมือง สงครามพื้นบ้าน รายได้ต่อหัวประชากรต่ำ

๒. ประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เอเซียตะวันออก จีน อินเดีย และไทย เริ่มพัฒนาจากกสิกรรมพื้นฐาน เป็นภาคอุตสหกรรม มีสงครามบ้าง แต่เริ่มตระหนักว่าการทำสงครามไม่คุ้ม ประชาชนไม่ยอมรับ หันไปเสริมสร้างเศรษฐกิจ

๓. ประเทศที่ร่ำรวย คือ กลุ่มประเทศอุตสหกรรม เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจสมัยใหม่ การค้าข้อมูลข่าวสาร สิทธิทางปัญญา มีสหรัฐเป็นผู้นำ และมียุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่สงบสุขมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ มีสงครามน้อยมาก ไม่นิยมความรุนแรง ชอบการปรองดอง

สรุปคือ อยู่อย่างพอเพียง ไทยจึงเป็นประเทศในกลุ่มที่ 1
เป็นโลกที่มีสงครามมากที่สุด เช่น สงครามกลางเมือง สงครามพื้นบ้าน รายได้ต่อหัวประชากรต่ำ

 
โดย   อยู่อย่างพอเพียง   เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 9 ธันวาคม 2549, 07: 43 น.

 

ความคิดเห็นที่ 1
http://www.ndcthinktank.com/

ขอแถมรวมลิงค์
ตรงสังคมจิตวิทยา จิตสำนึกกู้ชาติ

http://web.schq.mi.th/~ndc/thinktank/SocialPsychology/sense_of_1.htm

คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม

เรื่อง “จิตสำนึกกู้วิกฤติชาติ”

โดยกลุ่มประสานงาน

ปัญหา
วิกฤติชาติเกิดจากการที่ประชาชนขาดจิตสำนึกสาธารณะ อันเนื่องมาจากความยากจนและ ด้อยการศึกษา บุคคลแกนนำในสังคมถูกครอบงำทางความคิด ดำเนินความพยายามตามเสรีตะวันตกอย่างไร้ขอบเขต โดยขาดจิตสำนึกในความเป็นชาติ และไม่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ข้อเท็จจริงและข้อพิจารณา
๑. การเกิดวิกฤติของประเทศที่ผ่านมา เพราะประเทศไทยได้นำนโยบายแบบเสรีนิยมด้วยการนำปรัชญาและนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมของตะวันตกมาใช้ เป็นทุนนิยมเสรีไร้ขอบเขตภายใต้การชี้นำของ ต่างชาติที่ใช้กลไกตลาดและการแข่งขันมาเป็นตัวกำหนด จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนส่งผลกระทบให้คนที่อยู่ในภาคเกษตรต้องอพยพมาทำงานอุตสาหกรรม ด้วยหวังว่าจะช่วยแก้ความยากจนได้ มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค แต่กลับสร้างปัญหาให้กับประเทศ เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมจะดีได้ต้องอยู่ภายใต้การเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม แต่ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ยังคงมีเผด็จการจากบุคคลหรือกลุ่มคน การเมืองไทยจึงเป็นระบอบธนาธิปไตยหรือเงินเป็นใหญ่ ยังมิได้พัฒนาการเมืองการปกครองของไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม มีประสิทธิภาพและรับใช้ประชาชน ให้ทุกคนรู้สึกผูกพันธ์ในชาติ แก้ปัญหาด้วยสติปัญญาของตนเองมากกว่าจ้างที่ปรึกษาจากต่างชาติ

๒. การล่มสลายทางการเงินของประเทศในอดีตเป็นเพราะการดำเนินนโยบายตามแบบเสรีนิยมทางตะวันตก ที่สร้างให้เกิดความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน นำมาซึ่งประเทศชาติล่มสลาย ประชาชนยากจนยิ่งขึ้น ตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางความคิดจากตะวันตก จะเห็นได้จากการที่คนไทยบางกลุ่มยังคงยกย่องชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนไทยนิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความชื่นชมกับวัฒนธรรมต่างชาติและวิธีคิดที่ฝังรากลึกในจิตใต้สำนึก

๓. การถูกโจมตีค่าเงินและถูกถอนเงินทุนออกไปอย่างฉับพลัน ตลอดจนความอ่อนแอใน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย และความไม่โปรงใสของคนในชาติ จึงเกิดวิกฤต อีกทั้งการแก้ปัญหาที่ผ่านมายังใช้แนวความคิดและพฤติกรรมแบบเดิม ๆ เช่น ปรับปรุงกฎระเบียบของชาติเราเพื่อให้ต่างชาติยอมรับ การใช้หนี้ต่างชาติต้องขายรัฐวิสาหกิจ หาพันธมิตรร่วมทุน และย้ายทรัพย์สมบัติส่วนกลาง ของชาติที่สำคัญต้องใช้ที่ปรึกษาต่างประเทศ การรับความช่วยเหลือจากต่างชาติสร้างให้เกิดความเป็นทาสทางความคิดเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและสูญเสียทรัพยากรของชาติไปอย่างถาวร

๔. คนไทยชอบเรียกร้องให้รัฐบาลและคนอื่นช่วยแต่ไม่ได้ช่วยตัวเองมีแต่ “ขอ” ต้องปลุกจิตสำนึกใหม่ โดยให้คนในชาติเป็นฝ่าย “ให้” ให้ชาติบ้านเมือง การ “ให้” คือการมีเมตตากรุณา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยการช่วยตัวเองก่อนแล้วไปช่วยคนอื่น คือเมื่อตนเองพร้อมแล้วก็ไปช่วยชาติสังคมไทยปัจจุบัน

๕.นักการเมืองที่มีอำนาจมักไม่สนใจต่อปัญหาความทุกข์ยาก ความไม่เป็นธรรม ความล้มเหลวของการบริหารประเทศ และพยายามใช้สื่อของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อว่าประชาชนอยู่ดีกินดี เป็นการขาดจิตสำนึกจิตสาธารณะ คนในสังคมก็ขาดจริยธรรมและคุณธรรม เป็นสังคมที่มีความรุนแรง นับถือเอาเงินเป็นเกียรติ สื่อสารมวลชนยังถือเอากำไรเป็นที่ตั้งทั้งที่ความเป็นจริงนั้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๗๗ กำหนดให้รัฐ ”จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง และจัดทำมาตราฐานทางคุณธรรม และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่” แต่ยังไม่ได้ดำเนินการประกาศใช้แผนพัฒนาการเมืองจนถึงบัดนี้ ขณะที่รัฐสภามีระเบียบว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรมของ นักการเมืองแล้ว แต่ในทางปฏิบัติไม่ค่อยปรากฏสิ่งที่เป็นรูปธรรมเช่นจิตสำนึกต่อความรับผิดชอบ ในการประพฤติปฏิบัติที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริต หรือประพฤติมิชอบ

๖. ประวัติศาสตร์ชาติไทยแต่โบราณพระสงฆ์จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นนักพัฒนาจิตใจ เป็นครูสอนศิลปวิทยาด้านต่าง ๆ แต่เมื่อประเทศเริ่มนำเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้ บทบาทของพระสงฆ์ก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ จนถึงทุกวันนี้พระภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่มีบทบาทเพียงด้านพิธีกรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีพระสงฆ์ดีๆที่กำลังทำงานพัฒนาจิตใจให้ประชาชนอยู่อีกมากมาย ทั่วประเทศ

๗. พิจารณาประเทศที่พัฒนาแล้วประชาชนจะมีความเป็นอยู่ดี เพราะพัฒนามาจากพื้นฐานของความรู้สึก “ชาตินิยม” และพัฒนาประเทศด้วยการพึ่งตัวเอง อาศัยเงินออมภายในประเทศของตัวเองประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมาได้นำเอาปรัชญาและนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมของตะวันตกมาใช้พัฒนาประเทศโดยกู้ยืมเงินออมของประเทศที่พัฒนาแล้วมาใช้ในการพัฒนาประเทศ อันทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบที่มุ่งพึ่งพิงต่างชาติแทนการพึ่งตัวเอง

๘. ผู้บริหารระดับนำของประเทศทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำขาดประสบการณ์ จึงรับเอาแนวความคิดเสรีนิยมตามกระแสโลกาภิวัตน์มาใช้ จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากต่างชาติโดยมีความเชื่อว่าการทำตามแบบตะวันตก การเชื่อฟังตะวันตก รวมทั้งการพึ่งพิงทุนและความคิดตะวันตกเท่านั้นจะแก้ไขปัญหาการล่มสลายของประเทศได้ พฤติกรรมผู้บริหารที่ผ่านมามักกล่าวอ้างว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยจะแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยพยายามที่จะปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อต่างชาติ เพื่อให้เงินต่างชาติไหลเข้ามา

๙. การสร้างภูมิคุ้มกันภัยที่มาจากระบบทุนนิยม ต้องปลุกจิตสำนึกคนในชาติให้เกิดจิตสำนึกในเรื่องชาตินิยมหรือความรักชาติ เป็นการสร้างหรือฟื้นฟูจิตสำนึกในความรักและความผูกพันในชาติทั้ง ภาครัฐ ประชาชน สื่อมวลชน เอกชนและนักการเมือง การสร้างจิตสำนึกเป็นการพัฒนาจิตใจ ที่ทุกคนต้องมีความสำนึกอยู่เสมอว่าเราเป็นคนไทย มีความรักชาติรักแผ่นดิน พร้อมที่จะเสียสละชีวิต กำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดสติปัญญา ทำงานเพื่อให้สังคมไทยมีความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อให้ประเทศไทยมีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืน

๑๐. ประชาชนต้องมีกระบวนการเรียนรู้ กิจกรรมของรัฐที่มีผลกระทบต่อประชาชนต้องมี กระบวนการประชาพิจารณ์เป็นสิทธิของประชาชนขั้นพื้นฐานที่ต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม มีสิทธิ มีเสียงที่จะแสดงความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย พื้นฐานของประชาธิปไตย เป็นการสร้างให้มีจิตสำนึกในทรัพยากรของชาติ

ข้อเสนอแนะ

๑. ประเทศไทยควรจะมีระบบเศรษฐกิจที่ผสมระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม โดยเปิดเสรีภายในขอบเขตความพร้อมของประชาชนส่วนใหญ่ ส่งเสริมและสนับสนุนคนไทยให้แข็งแรงมีความฉลาด แข่งขันกันเองเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และไปแข่งขันกับคนภายนอกประเทศได้

๒. การแก้ปัญหาวิกฤตชาติต้องจัดลำดับการแก้ปัญหาเป็น ๓ ระยะ ระยะสั้นเป็นปัญหาเร่งด่วน เช่น การแก้วิกฤติยาเสพติด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายเยาวชนและคนในชาติ นอกจากการปราบปรามแล้ว ต้องปลุกจิตสำนึกในการต่อต้านอีกด้วย ระยะกลางใช้เวลา ๕–๑๐ ปี ต้องมีการวางแผน เช่น วิกฤตความยากจน ระยะยาวคือการสร้างคนให้มีคุณภาพ พร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม เป็นการพัฒนาจิตใจ

๓. เลิกแนวคิดพึ่งต่างชาติควรจะหันมาพึ่งพากันเอง ใช้ภูมิปัญญาของคนในชาติในการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ เช่นการแก้ไขปัญหาความยากจนต้องแก้ที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและกฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหากับคนส่วนใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดิน ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่คนส่วนน้อยสร้างระบบกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองมาเอาเปรียบคนในชาติ

๔. ส่งเสริมให้คนดี คนฉลาด คนที่มีความรู้และมีความเสียสละมาดูแลบ้านเมือง พร้อมทั้งขจัดคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองในทุกระดับ ทั้งให้คนดีมีโอกาสในการสร้างผลผลิตที่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ลดการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานราคาถูก สนับสนุนสินค้าและบริการจากภูมิปัญญาและฝีมือของคนไทย เพื่อนำเงินมาเป็นทุนการศึกษาและพัฒนาชุมชนจะได้มีความรู้ความสามารถ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญในอนาคต ขจัดสิ่งมอมเมา เช่น การพนัน ยาเสพติด ไม่ควรเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่ทำให้ศีลธรรมเสื่อมทรามลง

๕. เสริมสร้างปัจจัยที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกในมิติต่างๆทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วยการทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ต่อไปคือ

กระบวนการเรียนรู้ เป็นระบบการศึกษาที่ให้ประชาชนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น มีอิสระในการใช้สติปัญญา ในการทำงานและแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตในศิลปวิทยาการต่างๆ สามารถเรียนรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ สังคมที่ใฝ่เรียนรู้จะรู้ถึงรากเหง้าของตนเองและชาติบ้านเมือง ตื่นตัวและรู้เท่าทันภยันตรายต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมและบ้านเมือง

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สร้างเวทีปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาข้อยุติร่วมกัน จะเป็นสังคมที่มีความสามัคคี ประชาชนมีจิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง สามารถผนึกกำลังกันทำงานที่ยาก ๆ ให้สำเร็จลงได้

การใช้หลักนิติธรรม ภาครัฐจะต้องบริหารประเทศโดยเคารพสิทธิเจตนารมย์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ไปละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนส่วนน้อย มิใช่แค่กฎหมายเท่านั้นแต่ต้องพิจารณาทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกันเป็นพื้นฐานของความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ การสร้างสังคมและชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมการพึ่งตัวเองในระดับครัวเรือน ระดับชุมชนและระดับชาติ โดยมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาบริหารจัดการทุนทางสังคมของชุมชน จะทำให้ชุมชนนั้นสามารถพึ่งตนเองได้ด้วยพลังของกลุ่ม จิตสำนึกของการเอื้ออาทรต่อกันก็จะขยายตัวออกไปเป็นความรักชาติรักแผ่นดิน

๖. สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ไม่มองและเชื่อมั่นว่าคนไทยอ่อนด้อยกว่าชาติอื่น ให้มีความรู้สึกเป็นชาตินิยมใหม่ อันได้แก่ ความรักชาติ รักแผ่นดินเกิด รักเผ่าพันธุ์ มีความเป็นชุมชนท้องถิ่นนิยม ไทยนิยมใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ด้วยการปลุกเรื่องศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติที่สืบทอดกันมายาวนาน เอกลักษณ์ไทย และศิลปไทย ตลอดจนการปลุกจิตสำนึกทางด้านเศรษฐกิจพอเพียง ให้เน้นที่ความประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยหรือติดอบายมุขในครอบครัว ชุมชน และสังคม

๗. สำหรับเยาวชนการสร้างจิตสำนึกเกิดจากการอบรมบ่มนิสัยจากภายนอกได้ แต่สำหรับผู้ที่ เติบใหญ่แล้วจิตสำนึกไม่สามารถบังคับให้เกิดขึ้นจากภายนอกโดยผู้อื่น แต่จะเกิดขึ้นเองด้วยความสมัครใจจากภายในจิตใจของตัวเอง เมื่อบุคคลได้สัมผัส ได้รู้ ได้พบ ได้เห็น ได้รับความกดดัน ความทุกข์ยากทรมาน ความอยุติธรรมที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดจิตสำนึก

๘. การอ้างกฎระเบียบโลก เช่นธนาคารโลก กองเงินทุนระหว่างประเทศ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียเพื่อมาบังคับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติหรือทำให้ชาติถูกต่างชาติเอารัดเอาเปรียบ ต้องดูว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นทำให้ชีวิตครอบครัวของคนไทยทั้งชาติดีขึ้นหรือไม่ ผู้นำและคนในชาติต้องมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความคิดรักชาติ รักแผ่นดิน รักท้องถิ่น หรืออาจใช้คำว่า “ชาตินิยมใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้วิกฤต

๙. การสร้างชาตินิยมต้องเอาประวัติศาสตร์เป็นตัวนำโดยนำเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาทุกระดับ การสร้างจิตสำนึกของความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายในชาติต้องใช้การปลุกระดม จิตสำนึกที่มาจากตัวเอง ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ การสร้างจิตสำนึกต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการศึกษา ต้องทำระบบการศึกษาให้เป็นแผนระยะยาว ต่อเนื่องและยั่งยืนเหล่านี้คือการสร้างคนให้เป็นคน

๑๐. มาตรการที่จะเสริมสร้างจิตสำนึกไทยต้องมีการปฏิรูปการศึกษา ปูพื้นฐานของการสร้าง จิตสำนึกความเป็นไทยตั้งแต่เด็กจนตลอดชีวิต จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นมาตรการระยะยาวที่จะยังไม่เห็นผลในเร็ววันนี้การดำเนินการจะต้องต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ การฝึกอบรมเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการ ในระยะยาวจะต้องปรับแต่งให้ทั้งเนื้อหาและกระบวนการเหล่านี้เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของชาติอย่างกลมกลืน กระบวนการฝึกอบรมที่ใช้หลักการของจิตวิทยามวลชน เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน เมื่อได้ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานก็สามารถที่จะปลูกฝังจิตสำนึกได้อย่างยั่งยืนเหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต ซึ่งในประเทศไทยเคยได้ใช้การฝึกอบรมมาแล้ว ๒ ครั้ง คือการฝึกอบรมเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ และการฝึกอบรมอุดมการณ์แผ่นดินธรรม – แผ่นดินทอง

๑๑. ทั้งภาครัฐและประชาชนให้การสนับสนุนพระสงฆ์ที่ทำงานในแนวทางที่ดำรงความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และนักพัฒนาจิตใจเพื่อทำงานเป็นเอกเทศในชุมชนใกล้เคียง และทำงานเป็นกลุ่มเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายให้สามารถทำงานเพื่อสังคม ก็จะมีเครือข่ายกว้างขวางทั่วประเทศ สามารถนำศีลธรรมและคุณธรรมกลับคืนมาสู่สังคมไทยได้

๑๒. การจะดำเนินการเพื่อสร้างจิตสำนึก ให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการทำประชาพิจารณ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในในรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๙ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่แล้วไม่ใช่กฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างจริงจัง ควรจะเร่งรัดออกกฎหมายว่าด้วย ประชาพิจารณ์และการร่างกฎหมายนี้จะต้องผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางด้วย

๑๓. กระบวนการประชาพิจัยเป็นกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับการทำแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นระดับตำบล ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เป็นกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้าน ที่จะทำให้รู้จักตนเอง รู้จักชุมชน รู้จักโลก สืบค้นหาข้อมูลที่ทำให้รู้จักรากเหง้าของตนเองและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น รู้จัก ศักยภาพและทุนทางสังคม รู้รายรับ รายจ่าย และหนี้สิน แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน ทำแผนแม่บทการพัฒนา ทำประชาพิจารณ์ แล้วนำแผนไปสู่การปฏิบัติ จะสร้างจิตสำนึกให้รักท้องถิ่น

๑๔.สื่อของรัฐต้องมุ่งประโยชน์สาธารณะมิใช่มุ่งแต่กำไรด้วยการเสนอเพื่อความบันเทิงและบริโภคนิยมเป็นส่วนใหญ่ โดยให้สาระความรู้ ข่าวสารแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นธรรม เป็นกลาง เพื่อสิทธิประโยชน์และข้อเท็จจริง ในปัญหา ความทุกข์ ความไม่เป็นธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อการรับรู้อย่างเสรีและกว้างขวางต่อการใช้วิจารณญาณของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเป็นเวทีที่เป็นกลางเพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เป็นการกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการดูแลบ้านเมืองของตัวเอง เป็นการสร้างสังคมไทยให้เป็น สังคมที่มีอุดมการณ์ร่วม และสังคมที่มีผู้นำอยู่ในทศพิธราชธรรม

—————————

พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ : ประธานคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม

พลเอกรณจักร สวัสดิเกียรติ : ประธานกลุ่มประสานงาน คลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม

พลตรีเอกชัย ศรีวิลาศ : เลขานุการกลุ่มประสานงาน / หัวหน้าสำนักงานคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม

 

โดย   อยู่อย่างพอเพียง   เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 9 ธันวาคม 2549, 07 : 47 น.

 

ความคิดเห็นที่ 2
http://www.strategicthinktank.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=341439

ดูจากเฟรมซ้ายมือ ตัวอักษรสีน้ำเงิน บนสุด

บทบาทและจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์โลกในสมัยประธานาธิบดี บุช ๒

บทบาทและจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์โลกในสมัยประธานาธิบดี บุช ๒

สมมติฐานประการที่ ๑

สังคมและชุมชนระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เคยขาดความคิดในการช่วงชิงความมีอำนาจเพื่อครอบงำโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสิ้นสุดยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา

ในปัจจุบันสหรัฐฯ มีคู่แข่งที่สำคัญคือ จีน ซึ่งมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึงจากคำพูดของ นางคอนโดลิซา ไรซ์ ในวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น รมต.ต่างประเทศคนใหม่ในสมัยบุช ๒ กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีว่า ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯนั้นทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจยิ่งใหญ่ครอบงำอำนาจทางทหารของโลกได้ แต่ในท้ายที่สุดความเจริญทางเทคโนโลยีด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ย้อนกลับมาทำลายสหรัฐฯเอง โดยผู้ก่อการร้าย จึงต้องดำเนินนโยบายในการต่อต้านการก่อการร้ายต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในมิติของโครงสร้างทั้งหลายให้สอดคล้องกับนโยบายของบุช ที่เน้นในเรื่องความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพให้แพร่ขยายออกไปครอบคลุมสังคมชุมชนระหว่างประเทศ ทำให้การช่วงชิงความมีอำนาจในการครองโลกจะไม่มีวันสิ้นสุดไปจากสังคมชุมชนระหว่างประเทศ และจะเป็นการเผชิญหน้ากัน ระหว่างสังคมชุมชนระหว่างประเทศ ๓ กลุ่มด้วยกัน อันมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นกลุ่มหนึ่งในนั้น ซึ่ง บุช มีนโยบายเกี่ยวกับจีนเป็น ๒ ขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ ในสมัยบุช ๑ เห็นจีนเป็นคู่แข่งสำคัญ ขั้นที่ ๒ ในสมัยบุช ๒ เรียนรู้แล้วว่าจีนไม่ใช่คู่แข่งสหรัฐฯ แต่จีนสามารถเป็นหุ้นส่วนในการร่วมกันต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายได้ ทำให้นโยบายสหรัฐฯ ต่อจีนเบาลงไป แต่ก็ยังเห็นว่าจีนเป็นผู้ท้าทายอำนาจอยู่ดี และพยายามขัดขวางไม่ให้จีนเติบโต และจีนก็ทราบเรื่องนี้ดี ประกอบกับสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล เนื่องจากทำการค้ากับจีนอย่างมากเช่นกัน

สมมุติฐานประการที่ ๒

รัฐขนาดใหญ่ ย่อมได้เปรียบรัฐขนาดเล็กบนเวทีเศรษฐกิจการเมือง ระหว่างประเทศ สำหรับรัฐขนาดใหญ่ก็ได้แก่สหรัฐฯ ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่าเป็นรัฐเล็กที่ไม่มี่อำนาจในการต่อรองกับรัฐขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพเป็นรองสหรัฐฯ มาตั้งแต่ต้นแล้ว ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

๑. สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย จึงมีอำนาจในการต่อรองน้อยมากทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมในแบบ Americanization ครอบคลุมโลกอยู่ วิถีชีวิตของคนในเมืองใหญ่เป็นแบบอเมริกัน รวมทั้งการศึกษา การทหาร ดังนั้นการที่จะพลิกผันอำนาจในการต่อรองให้มีมากขึ้นนั้น “วิถีการดำรงชีวิตแบบเอเชีย” เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ไทยต้องผนึกอำนาจในการต่อรองเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มจึงจะสำเร็จ อันจะสังเกตได้จาก การเจราจาต่อรองในลักษณะ “พหุภาคี” นั้น ประเทศขนาดใหญ่จะไม่ชอบ เพราะจะได้เปรียบน้อย แต่จะชอบการเจรจาในลักษณะ “ทวิภาคี” มากกว่า นางคอนโดลิซา ไรซ์ พูดในวันรับตำแหน่งฯ ว่า การเมืองงระหว่างประเทศเป็นเรื่องของอำนาจ จึงต้องสร้างฐานอำนาจเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ

๒. สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด แต่ไม่ใช่เพื่อคงรักษาอำนาจอย่างเดียว แต่เพื่อแสวงหา และขยายอำนาจให้ครอบคลุม และครอบงำถ้ามีโอกาสด้วย สหรัฐฯ รู้จักหันกลับมาพิจารณาดูว่าตนเองมีจุดเด่น จุดด้อย จุดแข็ง และจุดอ่อนอย่างไร โดยไม่บุกทะลวงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว

ในปัจจุบัน สหรัฐฯ หันกลับมาทบทวนระบบการศึกษาของประเทศ มีการปรับปรุงระบบการศึกษาโดยเน้นในเรื่องทุนมนุษย์(Human Capital) เป็นหลักตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย เน้นการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เน้นการสร้างครู สร้างมืออาชีพ ซึ่งประเทศไทยควรดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย เพราะไทยไม่ได้เน้นที่จะแก้ไขระบบการศึกษาทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง

สมมุติฐานประการที่ ๓

เน้นในเรื่อง “คน” กับ “นโยบาย” ในสมัย “บุช ๒”

๑. บุช เป็นประธานาธิบดีที่กระตือรือร้น แต่สันโดษการตัดสินใจทำด้วยตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีนิสัยเป็นเอกลักษณ์ คือ ชอบทำให้คนโกรธด้วย เห็นว่าการตัดสินใจของตนเองถูกต้องแล้ว

๒. “นโยบาย” เป็นเรื่องสำคัญแต่ “บุคลิกภาพ” และ Style ของผู้นำก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน เช่น ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา บุช ๑ แสดงให้เห็นว่าเป็น “ผู้นำสหรัฐฯ” ที่พยายามปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่น ๆ ในโลกจะเป็นอย่างไร โดยไม่คิดทำลายประเทศอื่น แต่ไม่ต้องการให้เติบโต

ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นบทบาท และจุดยืนของไทยในสมัย บุช ๒

๑. ควรกระจายความเป็นพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ ในโลกออกไป ไม่เน้นคบหาเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการบ้างแล้ว ในช่วง ๓ – ๔ ปีที่ผ่านมา และพิจารณาด้วยว่า จะกระจายอย่างไรจะทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยให้มากที่สุด

๒. ไทยต้องรู้จักเลือกและใช้ยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมและถูกต้อง เห็นว่าในการจัดทำสัญญาใด ๆ ในลักษณะที่เป็น “ทวิภาคี” นั้น ประเทศไทยจะเสียเปรียบมากควรใช้ทั้งระบบ “ทวิภาคี” และ “พหุภาคี” เข้าด้วยกัน เป็นการถ่วงดุลอำนาจ

จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดี คนแรกในรอบ ๑๒๔ ปีที่ผ่านมาที่แพ้คะแนน Popular Vote แต่ชนะคะแนน Electro Vote และเป็นประธานาธิบดี ที่มีบิดาเป็นประธานาธิบดี เป็นคนที่ ๒ ในรอบ ๑๗๐ ปีที่ผ่านมาด้วย ชีวิตส่วนใหญ่พึ่งบารมีบิดามาตลอด ทั้งในการศึกษา และการดำรงชีวิต แต่บุชเป็นคนที่รู้จักใช้บารมีและความสามารถคนอื่นให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้มากที่สุด บุชได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มผู้เคร่งลัทธิศาสนาขวาจัด ที่บุชนับถืออยู่หลังจากที่บุชเปลี่ยนนับถือศาสนาใหม่ตามภรรยาโดยเฉพาะในการได้รับเลือกตั้งในสมัยบุช ๒ นี้ บิดาของบุช ได้สอนลูกชายว่าถ้าจะเล่นการเมืองและต้องการเป็นประธานาธิบดี ต้องทำตามอย่างประธานาธิบดีเรแกน คือ ยึดเกาะความถูกต้องเป็นหลัก กล้าหาญในการตัดสินใจทำสิ่งแปลกใหม่ ไม่ยึดติดกับอดีต ซึ่งบุชก็ดำเนินการทางการเมืองตามที่กล่าวมาตั้งแต่การเริ่มหาเสียงในปี ๑๙๙๘ โดยการโจมตีคลินตันในเรื่องความไม่เป็นธรรม และดำเนินนโยบายเกี่ยวกับจีนผิดพลาด แม้ บุช จะทำตามคำกล่าวของบิดา เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ บุช ก็แสดงความเป็นตัวเองที่จะไม่เหมือนบิดาในเรื่องการแต่งตั้ง รัมส์เฟลด์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบิดาตนเอง เป็น รมต. กลาโหม อันทำให้เกิด “กลุ่ม Neo-Conservative ขึ้นมานั่นเอง

๓. สิ่งที่สหรัฐฯ เป็นกังวลเมื่อบุชได้มาเป็นประธานาธิบดีในครั้งแรก (บุช ๑) มี ๓ ประการหลัก ๆ คือ

๓.๑ ทำอย่างไรให้สหรัฐฯ ปลอดภัย โดยเฉพาะปลอดภัยจากอาวุธร้ายแรง (WMD) ที่มาจากกลุ่มประเทศเกเรที่ไม่ชอบสหรัฐฯ

๓.๒ ทำอย่างไรจะไม่ให้ประเทศใดมาท้าทายหรือตามทันสหรัฐฯ (American Supremacy) เนื่องจากเกรงว่าประเทศต่าง ๆ จะรวบตัวกันล้มสหรัฐฯ แล้วจะเกิดสงคราม

๓.๓ สหรัฐฯ จะสร้าง World Order อย่างไรให้เกิด สันติภาพ ขึ้นให้คนทั้งโลกมั่งคั่งมีสันติภาพ แต่เพื่อให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์มากที่สุด

จากแนวคิดทั้ง ๓ ประการข้างต้น ทำให้ บุช ๑ ดำเนินการดังนี้

๑. ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเมื่อเกิด ๙๑๑ ขึ้นมาและมีนโยบายลดการสะสมและส่งออกอาวุธร้ายแรง (WMD) ขึ้นทั้ง ๒ ประการนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการในตะวันออกกลาง

๒. มองหาความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มประเทศในยุโรปเพื่อคิดครองโลก

๓. สหรัฐฯ จะทำประการใดกับจีนที่มีการเพิ่มกำลังทางทหารและมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในสมัยบุช ๑ ไม่สามารถทำประการใดตามตั้งใจได้มากนัก เพราะมีภารกิจเต็มมืออยู่แล้วในตะวันออกกลาง แต่ในสมัย บุช ๒ สหรัฐฯ จะเริ่มนโยบายขัดขวางไม่ให้จีนมีอำนาจตามทันสหรัฐฯ ได้

๔. แนวคิดในการบริหารประเทศของ บุช มาจากกลุ่ม Neo-Con. ที่มีอยู่หลายคนในคณะรัฐบาล เช่น

ดิ๊ค เชนี่ , รัมส์เฟลด์ , คอนโดลิซา ไรซ์ เป็นต้น แต่คนที่อยู่เบื้องหลังที่สำคัญ คือเจมส์ เบเกอร์ ที่เคยเป็น

รมต. ต่างประเทศในสมัย บุชผู้บิดามาแล้ว และเป็นคนให้ความคิดบุช ๑ ก่อนเหตุการณ์ ๙๑๑ ว่าอาวุธร้ายแรงที่จะมาโจมตีสหรัฐ ฯ นั้นมาจากอิรัค ซึ่ง บุช ก็เชื่อตามนั้น

กลุ่ม Neo – Con. มีอิทธิพลต่อ บุช ๔ ประการคือ

๑. เห็นว่าสหรัฐฯ สูญเสียมามากในสมัยสงครามเย็น นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับสัมปทานในอิรัคทั้ง ๆ ที่อิรัคให้สัมปทานน้ำมันแก่ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีนแล้วทำให้พวก Neo – Con. ไม่พอใจมาก

๒. พวก Neo – Con. เห็นว่าสหรัฐฯ จะเจริญเติบโตและสามารถอยู่ได้เพราะมีศัตรูจึงพยายามแสวงหาศัตรูต่อไป ซึ่งขณะนี้ก็มี “ผู้ก่อการร้าย” เป็นศัตรูอยู่ ถ้าไม่มีศัตรูสหรัฐฯ จะแตกแยกกันเช่นที่เคยเกิด “สงครามกลางเมือง” มาแล้วในอดีต

๓. สหรัฐฯ จะต้องทำอย่างไรจึงจะให้ Capitalism ของสหรัฐฯ ปลอดภัยโดยใช้กำลังทางทหารเข้าไปพิทักษ์รักษาเงินลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

๔. สหรัฐฯ จะต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เข้มแข็งที่สุดในโลกและไม่ให้ประเทศใดตามทัน State of The Union ของประธานาธิบดี บุช ๑ ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมากับที่ประธานาธิบดี บุช ๒ ประกาศให้ทราบในสมัยที่ ๒ นี้ ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก ในเรื่องของจุดเน้น และ นโยบายหลัก ซึ่งได้แก่

๑. การต่อต้านการก่อการร้ายที่ให้ความสำคัญมาตลอดตั้งแต่เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ เป็นต้นมา

๒. นโยบายเกี่ยวกับประเทศอิรัค ในสมัย บุช ๒ (ค.ศ. ๒๐๐๕) จะเน้นการสร้างประชาธิปไตยในอิรัคมากขึ้น เพราะพ้นช่วงสงครามในอิรักมาแล้ว

๓. หยุดการสะสมและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรง (WMD) ซึ่งนโยบายนี้นำไปสู่ปัญหาสงครามในอิรัค อิหร่าน และ เกาหลีเหนือ นโยบายของสหรัฐฯ ในอิรัคนั้นมีมาก่อนเหตุ ๙๑๑ แล้ว เนื่องจากเป็นห่วงว่า สหรัฐฯจะโดนโจมตีจากประเทศที่มีอาวุธร้ายแรง (WMD) เหล่านั้นที่ไม่ชอบสหรัฐฯ มีเอกสารข้อมูลและบทความเขียนในเรื่องเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ๙๑๑ แล้ว

๔. ประกาศในสมัยที่ ๒ มีนโยบายที่เห็นชัดขึ้นมา คือ ปัญหาของตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล และ

ปาเลสไตน์ ว่าสหรัฐฯ มีความตั้งใจให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง

๕. สังเกตจากที่การตั้งนางคอนดิซ่าไรซ์ ให้เป็น รมต. ต่างประเทศคนใหม่ มีการประกาศหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐฯ พยายามจะให้เกิดความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะในยุโรปมากขึ้น การแต่งตั้ง นาย จอห์น โบลตั้น ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงฝ่ายลดอาวุธ และความมั่นคง ซึ่งเป็นกลุ่ม Neo – Conservative จาก สายเหยี่ยว เป็นฑูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

๑. จะขอเริ่มตั้งสมมุติฐาน ไว้ก่อนว่าถึงแม้นโยบาย บุช ๒ อาจจะมีข้อแตกต่างจากนโยบาย สมัย บุช ๑ อยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระตาม State of Union ของบุช ๒ แล้วมีความคล้ายคลึงที่สืบต่อเนื่องมาจาก บุช ๑ นั่นเองเป็นการทำให้ชัดเจนมากขึ้นและแก้ไขปัญหาเก่า ๆ ในสมัย บุช ๑ ที่ยังทำไม่สำเร็จให้เสร็จสมบูรณ์มากขึ้นไม่ว่าในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย , เรื่องอาวุธร้ายแรง (WMD) , ภาพรวมของตะวันออกกลาง , ภาพรวมของยุโรป และเอเชีย , ปัญหาเกี่ยวกับ UN (สหรัฐฯ จะเข้าไปคุม UN มากขึ้น)

๖. เมื่อมองประเทศไทยตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔

๖.๑ ประเทศไทยมีนโยบายตอบสนองท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจ และยังมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ทั้งในระดับโลกและในระดับทวิภาคี ในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพาณิชย์ เพราะไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันมานานถึง ๓๐ – ๔๐ ปีแล้ว ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา อันเป็นผลประโยชน์ที่ไทยได้รับจากสหรัฐฯ ในมูลค่าสูงมาก ประมาณ ๕ – ๑๐ Billion U.S. ดอลลาร์ ต่อปี (ประมาณ ๔ แสนล้านบาทต่อปี) หลังเหตุการณ์ ๙๑๑ สหรัฐฯ มีนโยบายให้ พันธมิตร “เลือก – ข้าง” อันสร้างความลำบากใจและแรงกดดันให้ประเทศพันธมิตรเล็ก ๆ อย่างไทยมาก

๖.๒ หลังเหตุการณ์ ๙๑๑ นโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ได้พยายามเอาเรื่องการเมือง และความมั่นคงลงไปในผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ โดยการออกกฎหมายทางการค้าให้ผลประโยชน์ทางภาษีกับประเทศพันธมิตรที่ “เลือกข้าง สหรัฐฯ” เช่น การลดภาษีนำเข้า “ปลาทูน่ากระป๋อง” ให้ประเทศพันธมิตรในกลุ่ม “แอนเดี่ยน” อันเกิดผลกะทบต่อไทย ที่เป็นประเทศส่งออกปลาทูน่ากระป๋องในอันดับ ๑ มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้าน U.S. ดอลลาร์ และเสียภาษีให้สหรัฐในอัตราร้อยละ ๒๕ – ๓๐ ถ้ากลุ่มประเทศ “แอนเดี่ยน” ได้รับการลดหย่อนภาษีเป็นร้อยละ ๐ จะกระทบกระเทือนการส่งออกของไทยอย่างมาก ทำให้ไทยต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ว่าถ้าไม่สามารถส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งผลิตในภาคใต้ของไทย และใช้แรงงานคนมุสลิม แล้วจะเกิดผลกระทบด้านความมั่นคง และปัญหาด้านการก่อการร้ายตามมาจึงสามารถเจรจาตกลงกันได้ในที่สุด

๖.๓ ในเรื่องการปรับบทบาทและนโยบายของไทยเราเองนั้น ส่วนหนึ่งอาจตอบสนองท่าทีของสหรัฐฯ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดปัจจัยอื่นเข้ามาร่วมด้วย เช่น นโยบายรัฐบาลไทยในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ในการออกไปแสวงหาพันธมิตรในประเทศอื่นเพื่อสร้าง ความแข็งแกร่ง ใน ASIA ไม่ว่าจะเป็นละตินอเมริกา เอเชียใต้ อัฟริกา และเอเชียตะวันตก เหล่านี้นับว่า เป็นการสร้างความสมดุลให้กับประเทศไทย และ สร้างอำนาจการต่อรองระหว่าง ไทย กับ สหรัฐฯ ให้เห็นว่า ไทยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ประเทศเดียว ไทยหาพันธมิตรอื่ๆนด้วย และพยายาม Diversify แหล่งวัตถุดิบของไทยและพยายามมองหาตลาดใหม่ด้วย

๖.๔ ผลกระทบจากนโยบายสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย และการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรงนั้นไทยได้มีนโยบายตอบสนองในเรื่องดังกล่าวคือ

๑. แสดงให้เห็นว่าไทยมีนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในโลกเช่นกัน

๒. การสร้างความสามารถด้านการข่าวกรอง โดยการร่วมมือกับสหรัฐฯ และกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สิงค์โปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศ ASEAN ด้วยกัน

๓. มาตรการในการให้ความร่วมมือ ในการต่อต้านการก่อการร้ายมีหลายประการเช่น

– การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงตามข้อมติของ UN ในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะการ

สกัดกั้นการโอนเงินผิดกฎหมาย การฟอกเงิน การตรวจสอบการโอนบัญชีเงินระหว่างธนาคารของประเทศต่าง ๆ ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

– ในกรอบของ APEC หรือ ASEAN ก็มีข้อตกลงร่วมกัน จัดทำเป็นโครงการต่อต้านการก่อ

การร้ายในหลาย ๆ ด้าน เช่น โครงการ Advance Passenger Information (API) คือ ก่อนเครื่องบินออกเดินทางจะมีการส่งรายชื่อผู้โดยสารไปยัง Destination ล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบผู้ต้องสงสัยก่อน

– มาตรการด้านการค้า ตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ต้องถูกตรวจสอบเข้มงวด ในเรื่อง

Container ว่ามีสิ่งปะปนไปด้วยหรือไม่ เช่น สารเคมี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรง โดยการ X – ray Container

– ในปีที่ผ่านมาไทยลงนามร่วมกับสหรัฐฯ ในโครงการ BST ( Bangkok -Lamchabang

Security Trade ) โดยใช้ดาวเทียมเฝ้าติดตาม Container สินค้าที่ออกจากท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อป้องกันการแอบเปิด Container เพื่อใส่สิ่งอื่นปะปนลงไประหว่างการขนส่งสินค้า

– สหรัฐฯ มีนโยบายในการอนุมัติให้เดินทางเข้าประเทศเข้มงวดมากโดยเฉพาะการตรวจหนังสือเดินทาง

(Passport) และการขอ Vesa เข้าประเทศสหรัฐฯ

๔. การที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิรัค ประเทศไทยแจ้งว่าไม่สนับสนุนและจะไม่เข้าร่วมใน

สงครามดังกล่าว แต่ไทยพร้อมจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ด้วยการส่งทหารเสนารักษ์ไปช่วยในการรักษาพยาบาล การที่ไทยจะไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ เลยคงทำได้ยากเนื่องจากเป็นประเทศพันธมิตร ๑ ใน ๕ ประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ASIA PACIFIC ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลลิปปินส์ และไทย

๕. นโยบาย WMD คือ “หยุดการสะสมและส่งออกอาวุธนิวเคลียร์และชิ้นส่วนอุปกรณ์” เป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เข้าไปในอิรัค กำลังจะตรวจสอบเกาหลีเหนือ และอิหร่านในขณะนี้ จากการตกลงกันในกรอบของ “พหุภาคี” ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เริ่มขอให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยเข้ามาร่วมกลุ่มช่วยกันระมัดระวัง ตรวจสอบ เรือที่แล่นอยู่ในน่านน้ำต่าง ๆ ที่น่าสงสัยว่าจะมีการขนถ่ายอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ที่เป็น WMD ขณะนี้ไทยยังไม่ได้ตอบรับนโยบายนี้ แต่ต่อไปภายหน้ายังไม่แน่ใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้นานแค่ไหน (แค่ขอความสมัครใจเท่านั้น)

๖. นโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ มีการเจรจา ๖ ฝ่าย ที่สหรัฐฯ เป็นตัวนำ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

รัสเซีย ไทย และสหรัฐฯ การที่ไทยร่วมเจรจากับ Asean Regional Forum (ARF) ด้วย เพราะเห็นว่า เป็นกลไกความมั่นคงในภูมิภาคที่ ASEAN เป็นสมาชิกอยู่

๗. ผลจากการที่ประเทศไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายหรือมี

บทบาทเข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในอิรัค มองเห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรม อันเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย อย่างชัดเจน ได้แก่

๗.๑ สามารถปกป้องผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และการค้ากับสหรัฐฯ

๗.๒ ผลประโยชน์จากการทำ FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แม้จะมองยังไม่ชัดเจนว่าไทยจะได้ผล

ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ถ้ามองย้อนกลับไปประมาณ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ น้อยที่สุด ถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรป ก่อนเหตุการณ์ ๙๑๑ สหรัฐฯ ทำ FTA กับอิสราเอล และ NAFTA (แคนาดา เม็กซิโก สหรัฐฯ) เท่านั้น หลังเหตุการณ์ ๙๑๑ สหรัฐฯ เปิดเจรจา FTA กับ ออสเตรเลีย บาห์เรน มอรอคโค อียิปต์ กลุ่มประเทศอเมริกากลาง และไทย ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรกับสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

๘. ท่าทีประเทศไทยที่มีต่อบทบาทของสหรัฐฯ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นประเทศ ผู้รับ

ความช่วยเหลือ มาเป็นประเทศที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในลักษณะ Strategic Partnership ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน เพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นที่เล็กกว่า เช่น องค์ – การ USAID เข้ามาเปิด Regional Office ในประเทศไทย เพื่อแจกจ่ายความช่วยเหลือให้ประเทศในภูมิภาคโดยไทยไม่ได้เป็นผู้รับ หรือการที่สหรัฐฯ ขอใช้ “สนามบินอู่ตะเภา” ของไทยเพื่อเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือประเทศผู้ประสบภัยจาก สึนามิ เป็นต้น

ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศอภิมหาอำนาจทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง และยังมีนโยบายแข็งกร้าวตามที่ปรากฎใน State of Union ที่ประกาศมาในสมัย บุช ๑ และ บุช ๒ ในปัจจุบัน ก็ยังมีนโยบายเก่าที่ต่อเนื่องมา คือ

– นโยบายต่อต้านการก่อการร้าย

– นโยบายเกี่ยวกับอิรัค

– นโยบายด้าน WMD

เมื่อสหรัฐฯ มีนโยบายแข็งกร้าวเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยเกิดความลำบากในการรักษาสมดุล และสร้างอำนาจในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีอยู่ได้ โดยการใช้ภาพรวมของนโยบายไทยต่อประเทศอื่น ๆ ในโลกที่ไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ มาช่วยเสริม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการสร้างความสัมพันธ์กับจีน การสร้างความแข็งแกร่งใน ASIA , หรือนโยบาย ASIA CO – ORPERATION DIALOG(ACD) การบุกตลาด อัฟริกา และเอเชียใต้ตะวันตก เป็นต้น สิ่งที่กล่าวมาน่าจะช่วยส่งเสริมให้ไทยมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้

สรุป

๑. บุช ๒ มีโอกาส ๔ ปีสุดท้ายที่เขาจะพิสูจน์ตนเอง จึงต้องสร้าง Legacy สัก ๑ เรื่อง คิดว่าน่าจะเป็นการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง อันเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนพยายามสร้างอย่างยิ่ง

๒. การที่สหรัฐฯ ทำสงครามในอิรัค ก็มีข้ออ้างว่า ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยในตะวันออกกลางเพราะเชื่อว่า ประชาธิปไตยต้องควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพ อันจะนำไปสู่ “สันติภาพ” ซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีหลายประเทศในตะวันออกกลางที่อาจเป็นพันธมิตรกับตนได้ เช่น ปากีสถาน อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย นอกเหนือจาก บาห์เรน การ์ตา ศรีลังกา เหล่านี้ล้วนเป็นประเทศที่มีชุมชนเป็นมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ นับเป็น Focus สำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัย บุช ๒ นี้

๓. ในประเด็น Rising Power ของจีนทำให้สหรัฐฯ กังวลมากในระยะหลัง ๆ โดยเฉพาะ Rising Power ของจีนใน ASEAN สหรัฐฯ พยายาม Engage ในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด แต่สหรัฐฯ ทำได้ไม่ง่ายนักเพราะผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มีทั่วโลก จนละเลยภูมิภาค ASIA ไปพอสมควร ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ หวังพึ่งญี่ปุ่นไว้ต้านทานจีน แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นในปัจจุบันจะเห็นว่า ออสเตรเลีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน ASEAN

 
โดย   อยู่อย่างพอเพียง   เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 9 ธันวาคม 2549, 07 : 49 น.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: