copy เขามาอีกแล้ว

ตอนที่ ๒  เปรมาธิปไตย

โดย อาคม ซิดนีย์

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยหรือดิน แดนสยามแห่งนี้ก็ดูเหมือน ไม่เคยว่างเว้นจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มทหารด้วยกันสลับกับการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน นับรวมได้ ๒๔ ครั้ง ในจำนวนทั้งหมดนี้มีอยู่เพียง ๒ ครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ นั่นก็คือ ปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิไตย และปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการทหารมาสู่ระบอบประชา ธิปไตยอีกครั้ง นอกนั้นเป็นการทำรัฐประหารสลับกับกบฎและการก่อความไม่สงบ

๗๔ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นประชาธิปไตยไม่เคยมีความมั่งคงในดินแดนแห่งนี้ ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยดูเหมือนจะมีอยู่เพียงครั้งเดียวคือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ส่วน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผมถือว่าเป็นการเอาคืนหลังจากสูญเสียอำนาจของกลุ่มขุนนางเก่า ที่ต้องการรื้อฟื้นระบอบอมาตยาธิปไตย หรือที่เรียกกันว่าพรรคข้าราชการ ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมจะไม่ขอออกความเห็นเพราะนั่นเป็นการเรียกร้องที่ไร้สาระว่า “นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง”แต่บนความเป็นจริงเป็นการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อลบรอยแค้นระหว่างนายทหาร จปร.๗ ซึ่งมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ จปร ๕ ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร แล้วก็มี จปร ๑ นำโดย พล.อ.เชาลิต ยงใจยุทธ เข้าร่วมแจมแบบหมาหวงก้าง สุดท้ายลงเอยด้วยประชาชนมีอันจะต้องไปตายแทนบนความขัดแย้งของนายทหาร ๓ รุ่นดังกล่าว

การล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจตนาต้องการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับนาๆ อารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่เนื่องจากมีการชิงไหวชิงพริบเพื่อครอบครองอำนาจโดยเด็ดขาดจากนายทหารสองกลุ่ม จึงมีการแบ่งขั้วและซ่องสุมกำลังเพื่อจัดการอีกฝ่ายจนกลายมาเป็นระบอบเผด็จการ โดยมีจุดเริ่มต้นที่จอมพล ป.พิบูลสงครามต่อเนื่องมายุคจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ และสืบทอดต่อมายังจอมพลถนอม กิติขจร ก่อนที่จะถูกนักศึกษาประชาชนโค่นล้มเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการอวสานยุคเผด็จการทหาร

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นจนจบการต่อสู้ในครั้งนี้มีผู้คนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ตายได้ชื่อว่าวีรชนเป็นการตอบแทน มีหลายคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สุดท้ายได้ดิบได้ดีเป็นเสนาบดีก็หลายคน ส่วนที่แยกย้ายกันไปทำมาหากินสร้างครอบครัวโดยที่ไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็มีกระจายไปอยู่ทั่วประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องปรกติ คนรุ่นนี้จะมีอายุประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไป

ส่วนที่ไม่ปรกติคือกลุ่มคนที่เป็นแกนนำในการต่อสู้ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งบัดนี้หลายคนเป็นนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ กลับทำหลงลืมออกมาช่วยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมยังกวักมือและเปิดทางให้มีการยึดอำนาจ อันเป็นการกระทำที่ผมยอมรับไม่ได้ เพราะผมถือว่าเป็นการหักหลังพวกวีรชนที่อุตส่าห์ต่อสู้จนแม้อุทิศชีวิตให้กับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งผมจะยังไม่ลงในรายละเอียดในตอนนี้ แต่ขอสัญญาว่าคนพวกนี้จะต้องได้รับการชำระอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนายธีรยุทธ บุญมี นายสังษิต(แซ่โล้ว) พิริยะรังสรรค์ และอีกหลายคนที่ช่วยกันเคลื่อนไหวในการล้มล้างรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

เผด็จการจอมพล ป.พิบูลสงครามได้เข่นฆ่ากวาดล้างผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่นั่นส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่อยู่ซีกนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนายถวิล อดุล นายทองอิทนร์ ภูริพัฒน์นายจำลอง ดาวเรือง และดร.ทองเปลว ชลภูมิ เป็นต้น ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ก็มีวิธีกวาดล้างอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย นั่นคือ จับขังลืมโดยไม่ผ่านขบวนการยุติธรรม จอมพลแต่ละท่านมีอิทธิพลบารมีมากล้นที่จะทำอะไรได้ตามที่ใจปรารถนา นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละท่านอยู่บนตำแหน่งที่กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๘๑ จวบจนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๐๐ เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีที่อยู่บนอำนาจ (มีช่วงที่ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ) จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นเถลิงอำนาจจริงๆ เมื่อปี ๒๕๐๑ จวบจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปี ๒๕๐๖ จากนั้นจึงถึงคิวจอมพลถนอม จนกระทั่งถูกโค่นล้มจากพลังนักศึกษาและประชาชนเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่าการที่บุคคลอยู่บนตำแหน่งที่ทรงอำนาจมายาวนานนั้นสามารถบ่มเพาะอิทธิพลบารมีได้อย่างสุดประมาณ

เมืองไทยมีบุคคลหนึ่งที่ทุกคนมองข้าม แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ประเมินผิด คนนั้นก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทุกคนมองเพียงว่าถึงบุคคลผู้นี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อนานมาแล้ว โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจว่าขิงแก่อย่าง พล.อ.เปรม นั้นถึงแม้ลงจากตำแหน่งที่มีอำนาจก็จริงอยู่ แต่พลันก็เข้ารับตำแหน่งที่มีบารมีสูงมาทดแทนในทันใด นั่นก็คือตำแหน่งองคมนตรี และไม่นานหลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ตำแหน่งรัฐบุรุษอันเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนโทแห่งประเทศไทยที่ทุกคนมองข้าม เพราะความเป็นรัฐบุรุษของพล.อ.เปรม จึงได้มีการก่อตั้งมูลนิธิรัฐบุรุษขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจบารมี ด้วยการกวาดต้อนผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เพิ่งเกษียณมาช่วยงาน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าการที่จะเสนอใครขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่นั้นก็ต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้บัญชาการคนเก่าที่กำลังจะเกษียณ ที่เรียกกันว่าจัดทำโผโยกย้ายนั่นแหละ ดังนั้นบุญคุณระหว่างผู้บัญชาการทั้งใหม่และเก่าซึ่งยังคงมีความผูกพันธ์กันอยู่ จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าแหล่งข้อมูลทางทหาร พล.อ.เปรม เอามาจากที่ไหน

ในอดีตที่ผ่านมา เรามีกลุ่มขุนนางรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกุมอำนาจฝ่ายบริหาร โดยมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ จนมีการเรียกขานกันว่า พรรคข้าราชการหรือระบอบ “อมาตยาธิปไตย” แต่พลันที่เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ และมีการรวบรวมข้าราชการที่เกษียณเข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี โดยมีคนเข้าใจว่าระบอบอมาต ยาธิปไตยนั้นได้หวนกลับ แต่ส่วนตัวผมกลับมีความเห็นว่า มีสิ่งบ่งบอกว่ามันน่ากลัวกว่านั้นหลายเท่าตัว นั่นก็คือระบอบ “เปรมธิปไตย” เพราะเป็นการกินรวบอันเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆเดียว นอกนั้นล้วนแต่เป็นร่างทรงที่ต้องทำตามคำบัญชา แม้คณะปฏิรูปฯ ก็ไม่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ที่ว่ามานี้ ดังจะเห็นได้จากความไม่เป็นเอกเทศในการปฏิบัติงานต้องคอยหันรีหันขวางโยนกันไปมาระหว่างรัฐบาลสุรยุทธ์และ คมช. อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้า ซึ่งดูไปแล้วผิดกับคณะรัฐประหารคณะอื่นๆที่ผ่านมาที่มีหน้าที่ดูแลและคุ้มครองรัฐบาล แต่กับคณะของ พล.อ.สนธิ กลับเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ต้องอยู่ในความดูแลของรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายใหญ่ตามคำเรียกขานของบิ๊ก คมช. ผมไม่ได้หลงไหลคลั่งไคล้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงกับต้องลงทุนเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา เพราะคุณทักษิณไม่ได้เป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของผมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงหากแต่ผมทนดูไม่ได้กับวิธีการอันต่ำช้าเลวทรามในการโค่นล้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษ แต่กลับตาขาวทำตัวเป็นอีแอบ เที่ยวบอนเซาะให้เกิดความเกลียดชังในตัวผู้นำที่มาจากการเลือตั้งตามกฎกติกาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างปราศจากคุณธรรม

การพูดขยายความจากเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จากเรื่องเท็จก็พยายามป่าวร้องกระพือให้เป็นเรื่องจริงด้วยความจงใจแบบร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการโค่นล้มให้สมอารมณ์แค้น โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ ผมในฐานะเคยร่วมเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย ผมย่อมต้องไม่ยินยอมพร้อมใจในการกระทำของกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างแน่นอน

ถ้าหาก พล.อ.เปรม ส่องกระจกดูเงาตัวเองสักหน่อย คงจะได้เห็นภาพของตัวเองก็ไม่ต่างไปจากผู้นำคนอื่นๆ ที่มีการเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างเช่น พล.อ.ประจวบ สุนทรางกุล เป็นต้น และก็ด้วยเหตุที่เล่นพรรคเล่นพวกนี่แหละนำพาไปสู่การทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ ถึงสองครั้งสองครา ตลอดจนมีการลอบสังหารอีกต่างหาก แถมยังมีนักศึกษาสติเฟื่องกระโดดเข้าชกดั้งจมูกที่สนามกีฬาหัวหมากด้วยความหมั่นไส้ นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรมยังถนัดในการบริหารด้วยวิธีแยกแล้วปกครอง ส่งผลให้สถาบันทหารแตกร้าวจนยากประสานจวบจนทุกวันนี้ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธและพล.อ.พิจิตร กุลวานิช ก็เป็นคู่แคนดิเดท จนไม่มองหน้ากันถึงทุกวันนี้ ศึกสายเลือดระหว่าง จปร.๗ และ ๕ ก็เกิดในยุคเปรมนี่แหละ ยังมีอีกคู่คือ บิ๊กเต้ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และบิ๊กอู๊ด พล.อ.อ. วรนาจ อภิจารี ก็มีการพลิกโผเปลี่ยนจาก พล.อ.อ.เกษตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผบ.ทอ. จ่อคิวขึ้นเป็น ผบทอ. มาเป็น พล.อ.อ.วรนาจ ที่อยู่บนตำแหน่ง เสธ.ทอ. ส่งผลให้ทุ่งดอนเมืองร้อนระอุในบันดล

ความสับสนจนบานปลายไปสู่ความขัดแย้งของคนทั้งประเทศก็เกิดจากการกล่าวร้ายให้เท็จจนเป็นที่กังขาของคนทั่วไปทำให้เกิดการแบ่งขั่ว โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นจริงด้วยการให้เครดิต เนื่องเพราะเห็นว่าอยู่บนตำแหน่งประธานองคมนตรี ส่วนอีกฝ่ายไม่เชื่อเพราะผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลทักษิณนั้นเห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลถูกโจมตีมายาวนาน จนสัดส่วนของคนที่เชื่อว่าเป็นจริงดังที่กล่าวหามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐเองก็ไม่ได้ชี้แจงเท่าที่ควร อันเนื่องจากมวลสมาชิกซีกรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเปลืองตัว อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ กลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยกลับโยนความผิดให้เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณแต่เพียงผู้เดียว

ในที่นี้ผมจะยังไม่พูดถึงในรายละเอียด เพราะใกล้หมดหน้ากระดาษสำหรับบทความชิ้นนี้ คงต้องยกยอดไปว่ากันในตอนต่อไป แต่ก่อนจากกันในวันนี้ใคร่อยากชี้แจงให้ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ในความเป็นจริงสักเรื่องหนึ่ง อันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ตามที่ท่านได้เรียกร้องให้ผู้คนอย่าไหว้คนที่มีเงินหรืออย่าไปนับถือคนรวยนั้น แต่บนความเป็นจริงนั้น พล.อ.เปรม เวลานี้ก็มีฐานะร่ำรวยเกินกว่าที่คนๆหนึ่ง ซึ่งรับราชการมาตลอดชั่วอายุจะพึงมี เอากันแค่เศษเงินที่บำรุงบำเรอหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งที่เป็นนักมวยและนักร้อง เฉพาะรายของหนุ่มเสกได้ข่าวว่ารายเดียวหมดไปนับร้อยล้าน เรื่องจริงอย่างนี้ปิดมิดหรือ พี่-น้อง ดังนั้นจึงอย่าได้ไว้วางใจผู้คนอันสืบเนื่องจากเห็นว่ามีตำแหน่งใหญ่โต พร้อมกันนี้สังคมควรที่จะต้องช่วยกันประนามและยุติที่จะยกย่องนับถือคนอย่างพล.อ.เปรมถึงจะถูกต้อง

ตื่นเถอะชาวไทย

อาคม ซิดนีย์

Google Docs & Spreadsheets — Web word processing and spreadsheets.
Edit this page (if you have permission).

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: