copy เขามาอีกแล้ว

ตอนที่ ๔ จิ๋วตายน้ำตื้น

โดย อาคม ซิดนีย์
๑๗ ธันวาคม 2549

เมืองไทยนอกจากจะมีผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดังที่ได้นำเสนอในบทความเรื่อง "พระมหาอุปราชเปรม" แล้ว ยังมีกลุ่มอภิสิทธิชนรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ (ขอย้ำว่าฝูงใหญ่) ที่ผมตั้งใจจะเขียนถึงในหัวข้อเรื่องว่า "สารพัดวิชามาร" ดังที่ได้รับปากเอาไว้ แต่เนื่องจากการเมืองไทยในขณะนี้มีความพลิกผันและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนแทบไม่อาจกระพริบตา ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเขียนเรื่องที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันก่อน และสารพัดวิชามารที่ป่วนเมืองภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มอภิสิทธิชนอันประกอบด้วยเฒ่าหัวเกรียน นักวิชาการปากมอมและนักฆ่าแห่งตระกูลลิ้ม โดยจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

ฉายา "ขงเบ้งแห่งกองทัพ" ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว หรือ พ่อใหญ่ไม่ใช่ได้ มาโดยบังเอิญ หากแต่เกิดจากความปราดเปรื่องในเรื่องการวางแผน เพราะเติบโตมาจากสายยุทธการจนกระทั่งเสธ.ทหารบก ย่อมเป็นเครื่องรับประกันได้เป็นอย่างดี ส่วนบนเส้นทางการเมืองก็มีประวัติอันยาวนานกว่ายี่สิบปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสวมเครื่องแบบทหารยศพันเอก ก็เป็นมือทำงานด้านการเมืองให้กับพล.อ.เปรม ดังนั้นกลยุทธและกระบวนท่าการเคลื่อนไหวในแต่ละก้าวจึงเต็มไปด้วยลูกเด็ดเผ็ดมัน แพรวพราวเป็นอย่างยิ่งในการหลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลงทาง ก็เลยทำให้กลุ่มก๊วนต่างๆ เข็ดขยาด การร่วมงานกับบิ๊กจิ๋วทุกคนจึงดำเนินไปด้วยความระมัด ระวังเป็นอย่างยิ่ง และผู้ที่รู้ซึ้งเป็นอย่างดีคงไม่มีใครเกิน พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ อย่างแน่นอน

บิ๊กจิ๋วหรือขงเบ้งแห่งกองทัพผู้นี้ ที่เคยทำให้ชีวิตราชการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์หรือบิ๊กแอ้ดประสพกับความเหนื่อยยากมาหลายครั้งหลายหน ขอกล่าวสำหรับเส้นทางเดินของบิ๊กแอ้ดนั้น มีจุดเริ่มต้นโดยเลือกเหล่าทหารราบ อันเป็นการเดินตามรอยพ่อพโยม จุลานนท์แล้วก็เติบโตมาในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่มี พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์เป็นผู้บัญชา การหน่วยฯ ช่วงนี้เองที่บิ๊กแอ้ดมีความจำเป็นที่ต้องเดินออกนอกหน่วยไปเป็น ท.ส.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในขณะที่ครองยศพันเอกและกำลังคั่วนายพล จึงทำให้ต้องคิดหนักและกังวลว่าจะไม่ได้กลับหน่วยเดิมที่เจริญเติบโตมา แต่เมื่อบิ๊กจ๊อดรับประกันว่า "แอ้ดไปอยู่กับป๋าเปรมสักพักแล้วพี่จะขอตัวกลับมาอยู่กับพวกเราอีก" จึงทำให้ความกังวลของบิ๊กแอ้ดผ่อนคลายลงทันที

บิ๊กแอ้ดได้กลับคืนหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษตามสัญญาสุภาพบุรุษชายชาติทหารยี่ห้อบิ๊กจ๊อดและก็เติบโตมาจนเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษแห่งนี้ และแทนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยบัญชาการทหารบก เหมือนรุ่นพี่อย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ แต่กลับโดนย้ายไปดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๒ แทน แล้วก็ขยับขึ้นไปครองยศพลเอกในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ นับได้ว่าห้วงแห่งความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตราชการทหาร ถึงกลับทำให้มีความคิดที่จะลาออก แต่ก็ได้รับการทัดทานจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านสี่เสา บิ๊กแอ้ดจึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาธรรมและฝึกสมาธิ

จวบจนกระทั่งฟ้าเปลี่ยนสี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่เรียกว่าชวน ๒ นายชวน หลีกภัย จะต้องเข้ารายงานตัวต่อพล.อ.เปรม แห่งสำนักสี่เสาเพื่อรับคำบัญชาตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นนโยบายแห่งพรรค ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่นายชวน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น จะออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดในฤดูโยกย้ายในปีนั้นว่า รัฐบาลจะไม่ยุ่งกับเรื่องโผทหารและจะไม่มีการล้วงลูกอย่างเด็ดขาด แต่จะขอเพียงตำแหน่งเดียวคือ "ผู้บัญชาการทหารบก" โดยกำหนดว่าจะต้องเป็น พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ที่ทำให้ พล.อ.สำเภา ชูศรี เพื่อนร่วมรุ่น จปร ๑๒ ซึ่งอยู่บนตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกผู้จ่อคิวเป็นเต็งหนึ่งอยู่ในเวลานั้นต้องอกหักชนิดกระอักเป็นโลหิต

พลันที่บิ๊กแอ้ดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้สำเร็จในยุคของพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละ ส่งผลให้พี่จิ๋วต้องออกมาฟาดงวงฟาดงาว่า "ทำไมต้องรีบร้อนแต่งตั้งให้บิ๊กแอ้ด ทั้งที่ยังอยู่ในราชการอีกตั้งห้าปี" อันเป็นการแสดงให้เห็นความรักและเอ็นดูต่อนายทหาร จปร รุ่นน้องผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

การกลับมาผงาดในกองทัพบกของบิ๊กแอ้ดในปี ๒๕๔๑ นั้นไม่ได้มีความมุ่งหวังอยู่เพียงแค่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้น หากเป้าหมายที่แม้จริงได้มีการตั้งไว้ที่ตำแหน่งนายก รัฐมนตรีเลยทีเดียว (ดังที่ผมได้เคยฟันธงในบทความเรื่อง "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ลงตีพิมพ์ในนครซิดนีย์) ทั้งนี้เนื่องจากความฟอนเฟะทางการเมืองอันเกิดจากฝีมือของบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายที่ผลัดกันเข้ามากอบโกยแบบชนิดที่เรียกว่าสมบัติผลัดกันชม โดยมีจุดเริ่มต้นที่พล.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และสุดท้ายก็มาพังทลายเอายุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปี๒๕๔๐หรือที่เรียกกันว่าวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง

รัฐบาลชวน ๒ นี้ที่นายชวนหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้กับ พล.อ.สุรยุทธ ดังนั้นผลต่างตอบแทนนั่นก็คือ รัฐบาลนายชวนสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนเกือบจะครบเทอม ทั้งที่มีปัญหาความขัด แย้งของสองขุนพลเศรษฐกิจ อันเป็นจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ดร.ศุภชัย พานิช ภักดิ์ เป็นหัวหน้าทีมที่เรียกว่า "ดรีมทีม" ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจและควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ กับนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความขัดแย้งทั้งคู่ทำให้เป็นที่มาของคำว่า "เกาเหลา" ซึ่งนายชวนก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือจัดการได้ตลอดห้วงเวลาที่อยู่บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อันมีผลมาจากวิกฤติการณ์ปี ๒๕๔๐ ที่นอก จากไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังทำให้มีสภาวะน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น ส่วนผลงานที่เข้าตาประ ชาชน ก็มีอยู่บ้างโดยพล.ตสนั่น ขจรประศาสน์เลขาธิการพรรคฯในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ตำรวจปล่อยหมากัดม๊อบ และการปราบโต๊ะรับแทงม้าเถื่อนอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยการใช้นายทหารจปร ๑๒ อันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับบิ๊กแอ้ดที่มีนามว่าเสือดิ่งหรือ พล.ท.บุญยัง บูชา ทำหน้าที่แทนตำรวจในการกวาดล้าง เพราะนั่นถือเป็นหม้อข้าวและรายได้หลักของพล.ต.สนั่น เป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มถามหา "พี่หาร" จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าเหตุใดนายชวนและพรรคประชาธิปัตย์จึงมีอันต้องเหี่ยวเฉาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

นายชวน หลีกภัย ประกาศยุบสภาก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ ด้วยมั่นใจในความได้เปรียบในการเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่อย่างว่าการเมืองในช่วงนี้ นับได้ว่าเป็นที่น่าเบื่อหน่ายของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งพล.อ. เปรมก็ทราบดีและมีแผนที่จะล้มกระดานหากการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีปัญหาความไม่่เรียบร้อยและไม่สงบอันเกิดจากการช่วงชิงของบรรดานักเลือกตั้ง แต่พลันที่นโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ของอัศวินคลื่นลูกที่สามที่ได้ชื่อว่า "ตาดูดาวเท้าติดดิน" แห่งพรรคไทยรักไทย ได้ใช้กลยุทธที่เหนือชั้นในการรวบรวม ส.ส. ระดับแม่เหล็กได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลในการเลือกตั้งในครั้งนั้นชนะแบบฟ้าถลิ่มดินทลาย ชนิดที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึก ถึงแม้จะมีเสียงก่นด่าว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อตัว ส.ส. ที่รู้กันในหมู่คอการเมืองว่า "ดูด" จากดูด ส.ส.เป็นรายบุคคลก็พัฒนามาเป็นดูดทั้งพรรคอย่างเช่นความหวังใหม่ เป็นต้น

แม้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยกล่าวหาว่ามีการใช้เงินซื้อเสียง บ้างก็ออกมาแก้เกี้ยวว่าแพ้เพราะอำนาจเงิน และก็ไม่ลดความพยายามที่จะล้มทักษิณให้ลงจนได้ในกรณีซุกหุ้น แต่อย่างว่าเหมือนสวรรค์มีตา ประชาไม่ได้กินแกลบ บุคคลจากทุกวงการกลับส่งเสียงเชียร์อย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย และพร้อมใจกันที่จะไม่นำเอาเรื่องความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้เป็นเพราะยังขยาดกับภาพการบริหารงานที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่รีรอที่จะให้โอกาสสำหรับทางเลือกใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักได้แสดงฝีมือ เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการล้มกระดานของสี่เสาจึงมีอันจะต้องติดเบรค แต่ก็ยังมีความหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจต้องสะดุดเท้าตัวเอง แล้วคงมีชะตากรรมไม่แตกต่างไปจากนายบรรหารและ พล.อ.ชวลิต อันสืบเนื่องจากการช่วงชิงตำแหน่งของกลุ่มก๊วนที่มารวมตัวกันอยู่ในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง ผู้ได้ชื่อว่านักปั้น "นายกรัฐมนตรี"

พล.อ.สุรยุทธ มีอันจะต้องประสพภาวะโรคหืดกำเริบ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกเอา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาดูแลความมั่งคง โดยมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมกับให้อำนาจในการดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อีกต่างหาก อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้เท่าทันเกมของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อพล.อ.เปรมเป็นอย่างดี

ผมจะขอทวนความจำให้ท่านผู้อ่านเพื่อประกอบเป็นข้อมูลว่า "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ผมเคยนำเสนอไปเมื่อปี ๒๕๔๑ นั้น ว่าผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนและการที่ผมมีอันจะต้องกลับมาเขียนถึงอีกในวันนี้ ก็ไม่ได้เขียนขึ้นจากการมีอคติ หรือสืบเนื่องจากผมถือข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ หากแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นโดยท่านผู้อ่านไม่ทัน ได้สังเกต จึงอยากชี้ให้เห็นเป็นมุมมองจากประสบการณ์

ถ้าหากท่านผู้อ่านทบทวนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของ พล.อ.สุรยุทธให้ดี ก็จะพบว่าในเวลาเดียวกันนั้น เพื่อนร่วมรุ่น จปร ๑๒ ต่างก็ทยานขึ้นมากุมตำแหน่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่แม่ทัพภาคเท่านั้น หากแต่มีหัวขบวนโดยเริ่มตั้งแต่ พล.อ.ธวัช เกตุอังกูร ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สำเภา ชูศรี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยที่ พล.อ.สุรยุทธ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก การขึ้นครองบนตำแหน่งส่วนหัวของกองทัพพร้อมกันของนายทหารรุ่นเดียวกันย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยบางประการ ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนไหวในด้านการทหารที่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ซึ่งในเวลานั้นนายกฯทักษิณให้ความสำคัญกับพม่าว่าเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ควรมีความขัดแย้ง (ท่านผู้อ่านบางคนอย่าเพิ่งแย้งนะครับว่าผมไม่กล่าวถึง ผลประโยชน์ด้านสื่อสารดาวเทียม เพราะเป็นคนละประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอ) ในขณะที่กองทัพกลับมีการประเมินว่าพม่าเป็นศัตรูที่สำคัญในขณะนั้น ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่ พล.อ.สุรยุทธจะเกี่ยวก้อย พล.ท.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงค์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร ๑๒ แม่ทัพภาค ๓ ทำการซ้อมรบอยู่ แถบชายแดนใกล้พม่าจนเป็นที่มาของคำว่า "อย่าโอเวร์รีแอค" แต่ก็มีการสวนหมัดว่านั่นเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการฝึกซ้อมจึงยังคงมีอยู่จนกระทั่งคืนวันหนึ่งมีกำลังพลเคลื่อนย้ายออกสู่ถนน อันเป็นเหตุทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีอันผวาถึงกับต้องยกหูโทรศัพท์ถาม พล.อ.สรยุทธ กลางดึกว่า "คุณจะปฏิวัติผมหรือ"

จาก "คุณจะปฏิวัติผมหรือ" นำไปสู่ข่าวลือว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในเวลาต่อมา ข่าวลือดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดพอสมควรสำหรับวงการเมืองในเวลานั้นจน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องออกมาดับกระแสด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการย้าย พล.อ.สุรยุทธ อย่างเด็ดขาดโดยให้เหตุผลว่า "พล.อ.สุรยุทธ ท่านเป็นนายทหารที่มีความสามารถสูง แล้วก็เหลือเวลาราชการอีกเพียง ๑ ปี ถ้าย้ายขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการสูงสุดก็แทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้งานก็ต้องเกษียณ ผมว่าให้ท่านอยู่ที่เก่า สามารถทำประโยชน์ให้กองทัพได้มากกว่า" เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.สุรยุทธ จึงสบายใจและคลายกังวลจากข่าวลือ แต่คลายได้เพียง ๕ วันหลังจากนั้น พล.อ.สุรยุทธ ก็มีอันต้องหลุดพ้นจากวงโคจรกองทัพบกไปอยู่บนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแบบชนิดเรียบร้อยโรงเรียนจิ๋ว

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ถึงความเป็นตัวตนของบิ๊กจิ๋ว เนื่องจากเติบโตมาสายยุทธการจนกระทั่งเป็นเสธทหารบก จึงบ่มเพาะประสพการณ์ด้านวางแผนโดยมีกลยุทธที่ทำให้คู่ต่อสู้หลงทาง จึงไม่แปลกที่นายทหารรุ่นน้องอย่างบิ๊กแอ้ดนอกจากต้องจดจำไว้เป็นบทเรียนแล้ว ยังจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกครั้งที่จำเป็นต้องร่วมงานกับพี่จิ๋ว ดังนั้นแผนการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ยนที่ผ่านมา ขิงแก่อย่างพล.อ.เปรมจึงมีความรอบคอบเป็นอย่างสูงที่จะหนีบ พล.อ.ชวลิต ให้มายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการเอาตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษเข้าล่อ

ผมได้รับการบอกเล่าจากคนวงในว่าก่อนที่ พล.อ.เปรม จะตัดสินใจดึงจิ๋วให้มาร่วมงานใหญ่ในครั้งนี้มีเสียงทัดทานจากนายทหารรุ่นใหม่ซึ่งให้ข้อมูลกับ พล.อ.เปรมว่า บิ๊กจิ๋วเป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือในทุกวงการ ไม่น่าเชื่อถือชนิดที่ตำนานเด็กเลี้ยงแกะ ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นจิ๋วเลี้ยงแพะ "ผมทราบดี ใครบอกว่าผมจะให้จิ๋วเข้ามาร่วมงาน ผมต้องการให้เขาเป็นแค่เรือให้กับพวกเรา" ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่เมื่อทำการยึดอำนาจเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่เพียงมีรายการถีบหัวเรือที่ชื่อจิ๋วทิ้งเท่านั้น หากแต่ยังมีรายการหักหาญน้ำใจด้วยการให้ หมอประสพ รัตนากร ลงจากตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ แล้วแทนที่จะยกให้บิ๊กจิ๋วตามสัญญา แต่ขิงแก่เปรมกลับมอบตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษให้ พล.อ.สุรยุทธ อันเป็นการตบหน้ากันอย่างแรง และถือเป็นการล้างแค้นเอาคืนให้กับลูกแอ้ดอีกด้วย

ดังนั้นรายการสอนน้องผ่านสื่อของบิ๊กจิ๋วจึงเกิดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม จนกลายเป็นที่มาของ "ผายลมใยต้องถอดกางเกง" แล้วอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบิ๊กจิ๋วจึงต้องเดินทางไปประเทศจีนอย่างเปิดเผยแบบชนิดให้รู้กันว่า การเสียรู้ของบิ๊กจิ๋วในครั้งนี้จะต้องมีรายการเอาคืนอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ และก็คงจะเพิ่มความหนักใจให้ ขิงแก่อย่างเปรมและลิ่วล้อที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเมื่อไรก็ตามที่บิ๋กจิ๋วไสช้างออกมาพวกใต้น้ำทั้งหลายก็คงจะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ แล้วถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ห้อยบารมีเปรมขึ้นมากร่างแต่ละคนคงมีจุดจบที่ทุลักลุเลไม่แพ้กัน ผมว่าเวลานี้จิ๋วคนดีคงระลึกได้แล้วว่าควรจะดำเนินการอย่างไรในช่วงสุดท้ายของชีวิต และอย่าเดินผิดทางให้เป็นปลาตายน้ำตื้นอีก ที่สำคัญอย่าพริ้วเรื่องนี้ให้กลายเป็นปาหี่การเมืองเหมือนที่เคยทำ "เพื่อลบล้างคำว่า จิ๋วเลี้ยงแพะ" เพราะหมดเวลาแล้วสำหรับคนชื่อจิ๋วจริงๆ

บทสรุป
ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วนะครับว่าแผนล้มกระดานนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนพล.อ.สุรยุทธเข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้น มีการไหว้ครูอันเป็นการส่งสัญญาณด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกโดยให้เหตุผลว่าจะขอเป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เท่านั้นยังไม่พอยังให้หญิงติ๋มภรรยาสุดที่รักลาออกจากราชการทหาร ทั้งๆที่กำลังคั่วยศพลตรี อีกทั้งยังได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีภาพรับใช้ทหารอย่างชัดเจน และยังทำตัวอยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาดังในอดีต จึงอย่าได้สงสัยว่าพอสิ้นเสียงระฆังอันเป็นสัญญาณเริ่มต้นในการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณดังขึ้น นายอภิสิทธิ์จึงได้บ่ายหน้ามุ่งสู่สำนักพระอาทิตย์ไปให้กำลังใจนายสนธิ ลื้มทองกุลเป็นรายแรก ดังนั้นภาพพระมหาอุปราชเปรม พรรคประชาธิปัตย์ และนายสนธิ ตลอดจนพวกนักวิชาการที่ออกมาร่วมประสานเสียงทักก..ษิณออกไป จึงไม่อาจแยกออกจากกันได้ด้วยประการฉะนี้

อาคม ซิดนี่ย์

Google Docs & Spreadsheets — Web word processing and spreadsheets.
Edit this page (if you have permission).

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: