Copy เขามา

ตอนที่ ๕ ยุทธการเราพร้อมแล้ว

โดย อาคม ซิดนีย์
๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

จากบทความที่ผมนำเสนอไปแล้วอันประกอบด้วย
๑. แค้นของคนชื่อเปรม
๒. เปรมาธิปไตย
๓. พระมหาอุปราชเปรม
๔. จิ๋วตายน้ำตื้น

บทความทั้ง ๔ เรื่องข้างต้นมีประเด็นสำคัญและความเกี่ยวเนื่องในเรื่องของอำนาจจากอดีตถึงปัจจุบันซึ่งพอแยกเป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นในการนำเสนอมีดังนี้

๑. กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการโค่นล้มระบอบเผด็จการจอมพลถนอม โดยกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนในนาม “ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”
๒. เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นการทวงคืนอำนาจของกลุ่มข้าราชการที่ผมเรียกว่าพรรคข้าราชการหรืออมาตยาธิปไตย โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบภายหลังจากการสูญเสียอำนาจ
๓. พฤภาทมิฬ เป็นการช่วงชิงอำนาจอันเกิดจากความขัดแย้งของนายทหาร จปร.รุ่น ๑, ๕ และ ๗ โดยอาศัยการตายของประชาชนไปเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดาแห่งบารมีเปรม อันเป็นการแจ้งเกิดของระบอบเปรมาธิปไตย ที่ผมบอกว่าน่ากลัวว่าระบอบเผด็จการในอดีต
๔. เหตุที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ เกิดจากกลุ่มบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่และสื่อมวลชนบางกลุ่มให้ความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การโค่นล้มทักษิณเพื่อตอกย้ำให้เห็นอำนาจเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดว่า “อำนาจและบารมีของข้า ใครอย่าแตะ” ซึ่งผมเรียกว่า “พระมหาอุปราชเปรม” ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอันจะต้องพลัดถิ่นอยู่ในเวลานี้

สำหรับบทความเรื่อง “ยุทธการเราพร้อมแล้ว” ผมต้องการชี้ให้เห็นเหตุการณ์ทั้งสี่ นับตั้งแต่กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาสู่เหตุการณ์ ท๊ากก..สินออกไป มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันจนแยกไม่ออก เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเกิดจากกลุ่มผู้ได้ชื่อว่าบุคคลผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาททั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและไม่เป็นการทำให้สับสน ผมจึงจะแยกเหตุการณ์ ให้ท่านผู้อ่านได้ทบทวนความจำ เพื่อให้เห็นความเกี่ยวโยงกันอย่างชัดเจนดังนี้

กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่เรียกได้ว่าเกิดจาก “พลังบริสุทธิ์” การถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมายาวนาน ทำให้เกิดสภาวะแห่งความกลัวปกคลุมไปทั่วถึงทุกชีวิตในสังคมไทยจนกลายเป็นพลังความเก็บกด การห้ามชุมนุม พูด เขียนและวิจารณ์ทางการเมืองนั้นยังพอที่จะยอมรับกันได้ แต่ที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยการออกกฏหมาย ซ่องสุมโจรหรือที่เรียกกันสั้นๆว่าซ่องโจรนั้น บุคคลที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปคงรู้ซึ้งได้เป็นอย่างดี

กฏหมายซ่องโจรนั้นออกมาให้เป็นเครื่องมือหากินของตำรวจโดยเฉพาะ เพียงแค่ตั้งวงเหล้ากัน ๔-๕ คน ท่านผู้อ่านก็มีสิทธิโดนจับและถูกยัดเยียดข้อหาซ่องโจรหรืออื่นใด ตามแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกๆอาทิตย์จะมีวันที่ทุกคนไม่ยอมออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น นั่นก็คือ “วันระดมพล” อันเป็นวันที่ตำรวจออกตรวจหรืออีกนัยหนึ่งก็คือวันออกหากินนั่นเอง จึงอย่าได้แปลกใจที่มีนักโทษข้อหาซ่องโจรเต็มคุกอยู่นับหมื่นคน

ถ้าหากเราจะยกกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขึ้นมาพิจารณา อาจจะหมิ่นเหม่ต่อการวิพากษ์ วิจารณ์จนอาจหาข้อสรุปไม่ได้ ในที่นี้ผมจะนำเสนอในมุมมองของผมอันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวจากประสพการณ์จริง ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยจะขอกล่าวถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นที่มานั้นว่า เกิดจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกกลางทุ่งนาบางเลน จังหวัดนครปฐม ซากสัตว์ป่านาๆชนิดและอาวุธสงครามที่ใช้ในการล่าสัตว์ตกกระจายไปเกลื่อนทุ่ง อันเป็นหลักฐานให้ขยายผลไปสู่การล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรของคณะนายทหารและตำรวจ

รัฐบาลจอมพลถนอมออกมาปกป้องด้วยการบอกว่า คณะนายทหารไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่ไปราชการลับเพื่อให้การอารักขาแก่นายพลเนวิน ประธานสภาปฏิวัติของพม่าที่เดินทางมาเยือนไทยในเวลานั้นพอดี อันเป็นเสมือนหนึ่งดูแคลนปัญญาของประชาชนว่าเป็นพวกคนกินแกลบ จึงได้เกิดมีการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยการพิมพ์ข้อความลอยๆ ลงบนหนังสือชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ มีมติต่ออายุสัตว์ป่าอีก ๑ ปี เนื่องจากสภานการณ์ภายในและภายนอกเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ” อันเป็นการแทงถูกกลางใจดำของจอมพลถนอมอย่างพอดิบพอดี เพราะมีการต่ออายุราชการในปีนั้นพอดี

ผลของการออกหนังสือดังกล่าวเป็นเหตุให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ สั่งลบชื่อนักศึกษาต้นคิดในเรื่องนี้ออกถึง ๙ คน ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงคำสั่งของ ดร.ศักดิ์ จากนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและเหตุแห่งการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยื่นมือเข้าสนับสนุน จึงมีปรากฏการณ์นักศึกษาจากทุกสถาบันเข้าร่วมประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำนวนนับหมื่นคนในเวลาอันรวดเร็ว ดร.ศักดิ์ไม่อาจทนอยู่ภายใต้ความกดดันจึงได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี และทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติให้รับนักศึกษาทั้ง ๙ กลับเข้าศึกษาต่อซึ่งเหตุการณ์ควรถือได้ว่าสิ้นสุด แต่การกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เนื่องจากเกิดมีปรากฏการณ์รุกคืบในเวลาต่อมา แต่ในครั้งนี้บทบาทในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนมาเป็นศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยซึ่งนำโดยนายธีรยุทธ บุญมี โดยมีกลุ่มอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผยในการก่อตั้ง “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” และได้ประกาศตัวด้วยการนัดสื่อมวลชนแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ อันเป็นเหตุการณ์ที่ห่างจากกรณีนักศึกษารามฯ ประท้วงหลายเดือน

ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่าไม่ได้ร่วมสนับสนุนในการโค่นล้มทักษิณ การเปิดประตูให้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้เข้าไปตะแบงท๊าก..ษิณออกไป โดยมีบรรดาคณาจารย์เข้าร่วม ดังที่ผมได้บอกว่าล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท อันหมายถึง ดร.สุเมธ ตัณติเวชกุลผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็เลยทำให้ผมต้องย้อนมองอดีตทำให้ผมพบว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้นมีชื่อว่า ศ.อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ และเป็นผู้มีบทบาทเป็นอย่างสูงในการอนุญาติให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม แล้วหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ นายกรัฐ มนตรีคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่มสลายของระบอบเผด็จการทหารที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าเป็นไปได้ ดังนั้นการโค่นล้มจึงไม่ได้มีการวางแผนมารองรับ จึงทำให้ประเทศชาติเกิดปัญหาความไม่เป็นระเบียบ ประชาธิปไตยเบ่งบานจนมีกลุ่มคนที่เพลินกับเสรีภาพ ที่เพิ่งได้มาใหม่กันอย่างที่เรียกว่าเกินขอบเขต ทหารตำรวจไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกปฏิบัติหน้าที่ บ้านเมืองขาดทั้งระเบียบและวินัย จึงกลายเป็นจุดอ่อนของกลุ่มอำนาจเก่าที่ผมเรียกว่า พรรคข้าราชการหรือ อมาตยาธิปไตย สามารถวางแผนทวงคืนอำนาจได้ ภายใต้นโยบายขวาพิฆาตซ้าย โดยใช้ยุทธการ“ฆ่ามดต้องใช้มดฆ่าหรือฆ่าปลวกก็ต้องปลวกฆ่า” พูดให้เข้าใจง่ายๆ นั่นก็คือ แผนปลุกให้มีการฆ่ากันเองในหมู่นิสิตนักศึกษา ดังนั้นการดึงนักศึกษาอาชีวะให้ออกมายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับศูนย์นิสิตฯจึงเกิดขึ้น โดยมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนให้เป็นฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

พล.ต.สุดสาย หัสดิน รองผู้อำนวยการ กอ.รมน หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อกระทิงแดงนั้นได้ใช้งบประมาณราชการลับในการสนับสนุนในการฝึกซ้อมการสู้รบตลอดจนการใช้อาวุธให้กับกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ โดยมีการเสนอยศร้อยตรีทหารเข้าล่อหัวโจกที่เป็นแกนนำบางคน และถึงกับลงทุนให้ลูกชายสืบสาย หัสดินร่วมกับ เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ(ผู้พันตึ๋ง) สมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการเลยทีเดียว

ในขณะที่การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างจริงจัง พล.อ.สายหยุด เกิดผล เสนาธิการ กอ.รมน และ พล.อ.วัลลพ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร ก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงก่อตั้งกลุ่มนวพลขึ้นมารองรับอย่างเร่งรีบ และนวพลคนสำคัญที่เป็นสมาชิกหมายเลข ๑ อันมีรหัสสมาชิก เลขที่ ๐๐๑ นั้นมีชื่อว่า พล.ท.สำราญ แพทย์กุล อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓ ซึ่งก็ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีอยู่ในเวลานั้น และได้เป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับความรักชาติว่า “ชาติจะอยู่รอดได้เพราะวัดกับวัง”

ด้วยความสำคัญแห่งวัดและวังนี่เอง จึงปรากฏมี พระนักเทศน์ชื่อดังนาม กิติวุฒิโฑ ร่วมเป็นสมาชิกนวพลในอันดับต้นๆ และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพให้อย่างไม่ได้ตั้งใจในกรณี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ที่ท่านเทศน์ในวันหนึ่งซึ่งทำให้เกิดความสะท้านสะเทือน ไม่เพียงแต่ในวงการสงฆ์ด้วยกันเท่านั้น แม้ต่างชาติต่างศาสนาที่ไม่ได้เป็นคนไทยหากได้ยินก็ยังต้องขนลุกขนพอง ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องอ่านชนิดคำต่อคำดังนี้ครับ

“ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ใครก็ตามที่คิดทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์ การฆ่ามารจึงไม่บาป หากแต่เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยจะต้องทำ การฆ่า ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อชาติ แม้จะได้บาปจากการฆ่า แต่ก็ได้บุญจากการป้องกันชาติให้พ้นจากศัตรู ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายขึ้นนั้น การฆ่าคอมมิวนิสต์ก็เหมือนการฆ่าปลาตักบาตรถวายพระนั่นเอง”

กลุ่มนวพล ตั้งขึ้นเมื่อนเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ และได้มีการอธิบายจากกลุ่มผู้ก่อตั้งว่าต้องการ ให้มีความหมายว่าเป็นกลุ่มพลังใหม่ โดยเลือกใช้คำนว(นะวะ)ซึ่งแปลว่า ๙ อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ ๙ ดังนั้นการสื่อความหมายจึงแปลได้ความว่า พลหรือพลังใหม่ในพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรานั่นเอง ส่วนจุดประสงค์หลักในการต่อตั้งกลุ่มนวพลนั้นก็เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีนโยบายให้เป็นกลุ่มข้าราชการในระดับท้องถิ่นเป็นแรงขับเคลื่อนดำเนินการ โดยมีเป้าหมายในการหาสมาชิกอยู่ที่กลุ่มนักธุรกิจอย่างเป็นด้านหลัก ดังนั้นจึงไม่อาจปฎิเสธได้ว่า มีการวางแผนล่วงหน้า ที่จะยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ให้แก่นิสิตนักศึกษาแบบเหมารวมจากรัฐด้วยความจงใจมาก่อน

จึงอย่าได้แปลกใจที่ผลพวงในการก่อตั้งกลุ่มนวพลนั้น สามารถฉุดบทบาทของลูกเสือชาวบ้านให้ขึ้นมาโดดเด่นและกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับกลุ่มนวพลจนแยกกันไม่ออก ลูกเสือชาวบ้านก่อตั้งขึ้นเมื่อปี๒๕๑๔โดยมีจุดประสงค์ในการส่งข่าวสารและแจ้งเบาะแสข้อมูลที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ให้กับทางราชการ เพราะลูกเสือชาวบ้านในเวลานั้นมีการกระจายออกสู่ คนทุกอาชีพ ทุกศาสนา และทุกชนชั้น รวมกันทั้งประเทศมีอยู่หลายล้านคน แต่ละคนจะถูกปลูกฝั่งให้ยึดมั่นอยู่กับชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้ยึดถือคอมมิว นิสต์เป็นศัตรูตัวร้ายในการทำลายชาติ ที่ต้องช่วยกันกวาดล้างให้สิ้นซาก ลูกเสือชาวบ้านดำเนินงานผ่านหน่วยงานระดับท้องถิ่นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประชาชนที่ได้เข้าร่วมการเข้าค่ายฝึกอบรมจะได้รับผ้าพันคอสีแดงเป็นสัญลักษณ์

ในปี๒๕๑๙ ลูกเสือชาวบ้านมีความคึกคักเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลชั้นสูงและกลุ่มบุคคลผู้มีอันจะกินอันเนื่องจากมีการปลุกระดมในลักษณะกึ่งข่มขู่ให้เห็นถึงภัยคอมมิวนิสต์ว่าหากปล่อยให้เข้ายึดครองประเทศได้จะถึงคราวสูญทรัพย์สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน และดูเหมือนจะไม่มีรุ่นไหนโด่งดังเกินรุ่นเจ้าจอมมารดาฯ ที่ตั้งค่ายฝึกอบรมที่สวนลุมพินี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำเนินไปพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านและผ้าพันคอ ดังนั้นเหตุการณ์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการปลุกกระแสว่าศูนย์นิสิตฯเป็นคอมมิวนิสต์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ในกรณีนักศึกษาแสดงละคอนล้อการเมืองโดยหยิบยกกรณีพนักงานการไฟฟ้าสองคนถูกฆ่าแขวนคอ แต่ภาพได้ถูกแต่งเติมให้ดูเหมือนพระบรมโอรสาธิราชฯ และมีการตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะ จากหนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสท์ และได้ถูกนำไปตอกย้ำผ่านทางวิทยุยานเกราะ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงไม่รีรอที่จะกระโจนเข้าร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและกลุ่มนวพลเข้ากวาดล้างด้วยวิธีรุนแรงอย่างกระหายด้วยความแค้น

ส่วนกรณีพฤษภาทมิฬนั้น เป็นเรื่องของการเรียกร้องที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยมีคนหัวเกรียน พล.ต.จำลอง ศรีเมืองและกลุ่มคนหัวโล้นจากสันติอโศกเป็นแกนนำ ที่ผมเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและเคยปฎิเสธที่จะไม่ขอวิจารณ์ แต่ถ้าจะไม่พูดถึงเสียเลยทีเดียวก็จะทำให้บทความชิ้นนี้ขาดความสมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงขอกล่าวในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความเรื่องนี้เท่านั้น ซึ่งเรื่องก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการช่วงชิงอำนาจนั่นแหละ โดยที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธร่วมมือกับนายทหารจปรรุ่น๕ ที่มีพล.อ.สุจินดา คราประยูรเป็นแกนนำโค่นล้มอำนาจกลุ่มนายทหารจปรรุ่น ๗ เนื่องจากไม่มั่นใจในการที่จะได้ทยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชา การทหารบก ดังนั้นพล.อ.ชวลิตจึงใช้กลยุทธแบ่งกันกินด้วยการประกาศชัดเจนว่าจะขออยู่ในตำแหน่งเพียงสองปี แล้วก็จะสละเก้าอี้ให้พล.อ.สุจินดาได้นั่งต่อ ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นพล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ที่มีกลุ่มนายทหารจปรรุ่น ๗ ที่มีพล.ต.จำลอง ศรีเมืองเป็นแกนนำให้การสนับสนุน และเมื่อเกิดรายการนัดแล้วใยไม่มา จึงทำให้นายทหารรุ่น ๗ มีอันต้องโดนปลดออกจากราชการหลายคน จึงกลายเป็นรอยแค้นที่รอวันชำระ ส่วนพล.อ.พิจิตรเองก็โดนไปหลายเด้งจนแทบหมดสภาพความเป็นคนด้วยเหตุใยไม่มา

พล.อ.ชวลิตได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.สมใจนึก และนาทีระทึกใจก็มาถึงเมื่อเวลาผ่านพ้นไปสองปี ถึงทีที่จะต้องส่งมอบเก้าอี้ตัวใหญ่ให้กับพล.อ.สุจินดาตามสัญญา พล.อ.เปรมก็ออกมาให้สติว่า “ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้นได้มาง่ายนักหรือ” นายพลคนซื่อที่ว่านอนสอนง่ายอย่างจิ๋วจึงมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ต่อไปอีกหนึ่งปี ครั้นพอครบอีกปี พล.อ.ชวลิตก็เลยดำน้ำอ้างว่าผู้ใหญ่ขอให้อยู่เพื่อรับใช้ชาติต่ออีกหนึ่งปีหลังจากย่องเข้าพบเปรม ก็อย่างที่ผมเคยเรียนกับท่านผู้อ่านไปแล้วว่าฝีมือแยกแล้วปกครองไม่มีผู้ใดในแผ่นดินที่มีความเหนือชั้นไปกว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษของผมคนนี้ ดังนั้นปรากฎการข้างบนฉุดข้างล่างดันจึงตามมา สุดท้ายพล.อ.ชวลิตก็ไม่อาจยื้ออยู่บนตำแหน่งได้อีกต่อไป จำต้องไปรับตำแหน่งรองนายกรัฐมน ตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณจงใจเอาเข้าล่อเพื่อให้ออกจากถ้ำ และก็เป็นตำแหน่งที่พล.อ.ชวลิตมีอันจะต้องบอบช้ำที่สุด อันเกิดจากฝีมือคุณชายสุขุมพันธ์ประสานกับเหลิม ดาวเทียมในกรณีตู้ทองเคลื่อนที่ของหญิงหลุย พร้อมกับไล่ให้พล.อ.ชวลิตไปปัดกวาดบ้านตัวเองก่อน

การรุมยำพล.อ.ชวลิตได้รับการปกป้องจากฝ่ายทหารแบบชนิดตาต่อตา ทั้งพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและพล.อ.สุจินดา คราประยูร ด้วยการประกาศกร้าวว่า พล.อ.ชวลิตเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ การที่ฝ่ายการเมืองย่ำยี พล.อ.ชวลิตก็เหมือนย่ำยีกองทัพ การกระทบกระทั่งทางการเมืองบานปลายจนกลายเป็นเงื่อนไขแห่งการปฎิวัติ และในที่สุดก็มีการยึดอำนาจโดยรสช.

ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งความระแวงอันมีเป้าหมายอยู่ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพล.อ.ชวลิตหมายมั่นที่จะไขว่คว้ามาให้จงได้ แต่พลันที่เฒ่าสารพัดพิษอย่างหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ แห่งซอยสวนพลูออกมาให้ความเห็นว่าโหงวเฮ้งพล.อ.สุจินดาดูดีมีราศีกว่าพล.อ.ชวลิต ส่งผลให้ความระแวงที่มีอยู่ก่อนแล้วกลายเป็นความกดดันที่ต้องออกมาตีลูกกัน ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อพล.อ.สุจินดาตระบัดสัตย์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการต่อต้านจึงเกิดขึ้น ดังที่ผมเคยบอกว่าเป็นการต่อสู้ที่ไร้สาระ เพราะจริงๆแล้วเป็นการช่วงชิงอำนาจของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งจปรรุ่น ๑และรุ่น ๕ โดยมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันส่วนจปร.รุ่น ๗ ก็สบโอกาสที่จะล้างแค้นหลังจากที่ได้รอคอยมานานแต่มีประชาชนไปตายแทน และผู้ที่ได้ไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้นรัฐบุรุษเปรมจอมสร้างภาพนั่นเอง

ที่ผมบอกว่าจอมสร้างภาพนั้น ซึ่งความจริงแล้วผมน่าที่จะใช้คำว่าจอมอำมหิตมากกว่า ทั้งนี้ผมไม่ได้ใส่ร้ายอันเกิดจากความเกลียดชังโดยปราศจากเหตุผล เพราะในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในขณะนั้นถ้าหากพล.อ.เปรมมมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้เรื่องมันบานปลายจนเป็นเหตุให้เกิดการตายหมู่แล้วจึงลงมาหย่าศึก นั่นไม่เป็นเพราะต้องการอวดศักดานุภาพในความเป็นคนที่มากด้วยบารมีดอกหรือ และเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็มีที่มาจากแผนแยกแล้วปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่อาจปฎิเสธได้

ส่วนกรณีท๊ากษิณออกไป ผมคงไม่ต้องนำเสนอในที่นี้ ให้ท่านผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดไปติดตามอ่านจากบาทความเรื่อง ความแค้นของคนชื่อเปรม เปรมาธิปไตย และพระมหาอุปราชเปรม

บทสรุป
ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าเหตุการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมาและที่ กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากคนได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดฯ จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจผมไม่อาจทราบได้ แต่จากประเด็นที่ผมได้เขียนและชี้ให้เห็นนั้น ไม่อาจปฏิเสธหรือกล่าวหาว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอเป็นเรื่องโคมลอย และในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของปวงชนชาวไทย ผมจึงได้มีการเรียกร้องให้ช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ และที่ทำให้ผมหมดความอดทนจนต้องมานั่งเขียนร่ายยาวอยู่ขณะนี้ นั่นก็คือการทำปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นทุกคนย่อมทราบดีอยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นความผิดฐานกบฏซึ่งกฏหมายเขียนไว้ชัดเจนว่ามีโทษถึงประหารชีวิต แล้วเหตุใดผู้ก่อ การรัฐประหารที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้า จึงบังอาจใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจนั้น บนความเป็นจริงแล้วจะใช้คำว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมก็ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว ยังมีการต่อคำพ่วงท้ายว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วยความจงใจที่จะให้เข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ทรงยินยอมพร้อมพระทัยกระนั้นหรือ เพราะแม้แต่มีการถวายฏีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯของเรายังมีกระแสพระราชดำรัสว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว”

เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงขอประกาศผ่านบทความของผมนี้ บอกกันตรงๆโดยไม่อ้อมค้อมถึงกลุ่มทหารนอกลู่ที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยที่ทำการยึดอำนาจแล้ว ยังหน้าด้านทวงบุญคุณกับคนไทยทั้งประเทศว่า “เสี่ยงทำเพื่อชาติด้วยความเสียสละ” ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด เพราะพวกเราพร้อมแล้ว

อาคม ซิดนี่ย์
arkomsydney@yahoo.com.au

Google Docs & Spreadsheets — Web word processing and spreadsheets.
Edit this page (if you have permission).

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: