มาดูไทยรัฐ วิจารณ์เรื่องดาวเทียมไทยคม

ทันที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศว่า จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อทวงดาวเทียม ไทยคมซึ่งถือเสมือนเป็นสมบัติของชาติคืนจากอภิมหากองทุนยักษ์แห่งสิงคโปร์

เลือดรักชาติของคนไทยก็พลุ่งพล่านขึ้น พร้อมๆกับส่งเสียงขานรับที่ดังกระหึ่มเมือง

หลายคนโจมตีว่า การขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวที่พ่วงเอาดาวเทียมไทยคม และกิจการในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยไปด้วย เป็นเรื่องน่าอดสูใจที่คนเป็นถึง นายกรัฐมนตรีของประเทศจะแอบดอดเอาสมบัติชาติไปขายเพื่อสร้างความร่ำรวยให้แก่ตน และคนในครอบครัว

บ้างก็สร้างภาพเสียน่ากลัวว่า ป่านนี้รัฐบาลสิงคโปร์คงจะล้วงตับ ล้วงความลับทางการทหาร และความลับของประเทศไทยไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว จากการจารกรรมข้อมูลผ่านดาวเทียมไทยคมนี่เอง

ในขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงพาณิชย์ พยายามพลิกตำราหาช่องทางกฎหมายเสนอให้รัฐบาลทำการยึดสัมปทานคืนทันที เมื่อได้พิสูจน์แล้วว่า มีการจัดตั้งบริษัทหนึ่งบริษัทใดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นนอมินีแทนต่างชาติเพื่อให้สามารถถือหุ้น หรือมีสิทธิออกเสียงในกิจการที่ควรสงวนไว้ให้เป็นของคนไทยได้

แต่ไม่ว่ากระแสการรักชาติหรือความเป็นชาตินิยมจะรุนแรงเพียงใด และนำพาคนไทยไปในทิศทางใดก็ตาม

ทีมเศรษฐกิจ ขอให้คนไทยตั้งสติพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบก่อนจะตีโพยตีพายไปจนเสียการว่า ประเทศไทยได้สูญเสียสมบัติชาติไปให้กลุ่มทุนสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อยไปแล้วจริงหรือไม่

พร้อมกับขอใช้พื้นที่นี้ ส่องกล้องไปดูที่มาที่ไปของดาวเทียมไทยคม ตลอดจนเส้นทางการผ่องถ่ายสัมปทานเจ้าปัญหาสู่กองทุนเทมาเสกที่ว่า ก่อนจะไปถึง คำตอบที่ว่า

เราควรจะทวงคืนดาวเทียมไทยคมกลับมาหรือไม่?!

ปูมหลัง และจุดเริ่มต้นปัญหา

บมจ.ชิน แซทเทลไลท์ หรือ SATTEL ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 โดย บริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ SHIN เพื่อดำเนินโครงการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ ภายใต้สัมปทานของกระทรวงคมนาคม ก่อนที่จะมีการแยกอำนาจการกำกับดูแลไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ในปัจจุบัน โดยมีอายุสัมปทานรวม 30 ปี สิ้นสุดปี พ.ศ.2564

ภายใต้สัญญาสัมปทานนี้ ชินคอร์ปจะต้องถือหุ้นในชินแซทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เพื่อเป็นหลักประกันแก่คู่สัญญา หากมีการปฏิบัติผิดสัญญาไม่ว่ากรณีใด ผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการกระทำนั้นๆ ขณะที่รัฐบาลโดยกระทรวงที่รับ ผิดชอบจะเป็นผู้จัดหาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมให้แก่ผู้รับสัมปทาน ซึ่งก็คือผู้จัดสร้างดาวเทียมและยิงดาวเทียมขึ้น สู่วงโคจรในตำแหน่งที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรจากองค์การโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู)

สำหรับตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรมีทั้งสิ้น 3 ตำแหน่ง คือ 120.0 องศาตะวันออก, 78.5 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดาวเทียมไทยคมทั้ง 5 ดวง ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ชินแซท เริ่มยิงดาวเทียมดวงแรกซึ่งได้รับพระราชทานชื่อ “ไทยคม 1” เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีดาวเทียมเป็นของตนเอง เพื่อให้บริการภายในประเทศ และครอบคลุมถึงประเทศต่างๆในภูมิภาค จาก ที่ต้องเช่าใช้ดาวเทียมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้บริการแพร่ภาพสถานีโทรทัศน์ ตลอดจนบริการสื่อสารโทรคมนาคมอื่นๆ

หลังจากดำเนินกิจการมาร่วม 16 ปี ชินแซทก็เป็นที่รู้จักของคนไทย รวมถึงบริษัทคู่ค้าผู้ดำเนินธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม และสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกในฐานะผู้ให้บริการ ดาวเทียมรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย กระทั่งเป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคมทั้งสิ้น 5 ดวง ได้แก่ ไทยคม 1, ไทยคม 2, ไทยคม 3, ไทยคม 4 หรือ “ไอพีสตาร์” ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารดวงใหญ่ที่สุดในโลก และดวงล่าสุด คือ ไทยคม 5

มีสินทรัพย์ ณ สิ้นปี 2548 คิดเป็นมูลค่า 33,000 ล้านบาท บริษัทยังคงมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง จากแผนการยิงดาวเทียมไทยคม 6 ในอีก 2 ปีข้างหน้า และดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งจะเป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับไอพีสตาร์

ก่อนที่ชินแซทจะตกไปอยู่ในมือของกองทุนเทมาเสกจากสิงคโปร์นั้น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เคยประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนของชินแซทต่อนักลงทุนทั่วไปและสถาบันเพื่อระดมทุนกว่า 3,182 ล้านบาทไปใช้ในการสร้าง และยิงดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์มาแล้วในเดือนมิถุนายน ปี 2548

โดยการขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว ชินคอร์ปในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้ขอใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน จึงทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของตนลดลงมาเหลืออยู่เพียง 41.32%

แต่ในอีก 2 ปีให้หลัง ชินแซทได้ถูกขายพ่วงไปกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AD VANCE (เอไอเอส) และไอทีวี (ITV) เมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป อย่าง ชินวัตร และดามาพงศ์ ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ให้แก่ กลุ่มบริษัท เทมาเสก โฮลดิ้ง จำกัด จากสิงคโปร์ ในสัดส่วน 49.59%

คำถามมากมายผุดขึ้นพร้อมๆกับความไม่พอใจของผู้คนในสังคมที่เริ่มคุกรุ่นขึ้น เมื่อการซื้อขายหุ้นครั้ง ประวัติศาสตร์ระหว่างเทมาเสกกับครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ในมูลค่ารวมกว่า 73,000 ล้านบาท ถูกเปิดเผยขึ้น

และด้วยเหตุผลนี้นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตทางการเมืองและธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวต้องขาดสะบั้นลง และท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการประกาศไล่ล่าล้างบางทั้งเทมาเสก นอมินี และคนในครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์

จนกระทั่งถึงการทวงสัมปทานดาวเทียมที่ถือกันว่าเป็นสมบัติของชาติกลับคืนมา

ดาวเทียมพาณิชย์ กับ จารกรรม

สิ่งที่ทุกฝ่ายกังขาก็คือ กิจการดาวเทียมที่เป็นสมบัติชาติถูกขายออกไปให้กลุ่มทุนต่างชาติได้อย่างไร ทั้งที่สัมปทานเป็นกิจการเพื่อความมั่นคง ยิ่งกว่านั้น การปล่อยให้ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ ก็เท่ากับ “เปิดประตู” ให้ต่างชาติล้วงตับ และความลับทางด้านความมั่นคงของชาติไปเรียบวุธใช่หรือไม่

หากพิจารณาข้อมูลอย่างถ่องแท้ จะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไทยคมทุกดวง เป็นดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์ ไม่สามารถนำไปใช้งานด้านจารกรรม หรือใช้ติดตามสอดแนมพื้นผิวโลกได้ เพราะไม่มีการติดตั้งกล้อง และยังเป็นดาวเทียมแบบค้างฟ้า ซึ่งลอยอยู่เหนือผิวโลกสูงถึง 36,000 กิโลเมตร ขณะที่ดาวเทียมสายลับ จะอยู่เหนือผิวโลกเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้งานสูงสุด

ในทางเทคนิค ดาวเทียมแต่ละดวง จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์จึงไม่สามารถนำมาใช้งานด้านจารกรรมสายลับได้

ที่สำคัญก่อนที่ดาวเทียมจะถูกนำมาใช้งาน จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคโนโลยีก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น ขั้นตอนการตรวจสอบต้องผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคจากกระทรวงไอซีที ว่าจะนำไปใช้งานด้านใด

นอกจากนั้น ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตดาวเทียมด้วย เช่นกรณีดาวเทียมไทยคม 1 และ 2 ผลิตโดยบริษัทโบอิ้ง และดาวเทียมไทยคม 4 ผลิตโดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส์ ลอเรล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ (Export License) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคโนโลยีเพื่อใช้เชิงพาณิชย์เท่านั้น

เช่นเดียวกับดาวเทียมไทยคม 3 และ 5 ที่ผลิตโดยบริษัทอัลคาเทล อัลลิเนีย สเปซ แห่งประเทศฝรั่งเศส ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลฝรั่งเศสในรูปแบบเดียวกัน

หากจะพิจารณากันในแง่ของการรับส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมนั้น เนื่องจากไทยคมเป็นดาวเทียมระบบเปิด สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินใดๆก็สามารถรับส่งข้อมูลได้ ไทยคมจึงเปรียบเสมือนให้บริการท่อรับ-ส่งข้อมูล มีลูกค้าที่เป็นสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกกว่า 150 สถานี ใน 40 ประเทศ นอกเหนือจากลูกค้าที่ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม รับส่งข้อมูลและอินเตอร์เน็ตทั้งในและต่างประเทศเกือบ 40 ราย

ตามมาตรฐานของดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์ ลูกค้าจะต้องเป็นผู้รักษาข้อมูลที่ส่งขึ้น-ลงผ่านดาวเทียม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีเข้ารหัส-ถอดรหัส อย่างกรณีของสถานีโทรทัศน์ หากเป็นระบบบอกรับสมาชิก ก็จะเข้ารหัสแพร่ภาพสำหรับลูกค้าเท่านั้น ใครที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ไม่สามารถดูรายการของสถานีโทรทัศน์ช่องนั้นๆได้ หรืออย่างกรณีที่เป็นข้อมูลด้านการเงิน เช่น ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ การเข้ารหัส-ถอดรหัสข้อมูลที่ส่งผ่านดาวเทียม เป็นส่วนที่ลูกค้าจะต้องดำเนินการเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอ่อนไหวเหล่านั้น

ผู้ให้บริการดาวเทียมเป็นเพียงท่อส่งข้อมูลให้เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดึงข้อมูลที่มีการเข้ารหัสซับซ้อนเหล่านั้นได้

เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการ ทหารสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันเป็นลูกค้าไทยคมอยู่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอวกาศของอินเดีย (DOS) กระทรวงไปรษณีย์ และโทรคมนาคม และกระทรวงดูแลงานโทรทัศน์ของประเทศพม่า หน่วยงานทหารสื่อสารแห่งกองทัพไทย ซึ่งปัจจุบันเช่าใช้ช่องสัญญาณผ่านกระทรวงไอซีที โดยได้รับการจัดสรรให้ที่ 1 ช่องสัญญาณ (ทรานสพอนเดอร์) อันเป็นสัดส่วนที่จัดสรรให้หน่วยงานราชการไปแบ่งกันใช้บริการ

หน่วยงานราชการเหล่านี้ ย่อมต้องมีกลไกรักษาความปลอดภัยสูงสุดต่อข้อมูลที่ส่งผ่านดาวเทียม ขณะเดียวกัน กิจการด้านทหารยังมีย่านความถี่ที่ Xband ซึ่งจัดสรรสำหรับการใช้โดยเฉพาะเพื่อความปลอด ภัยสูงสุดที่หน่วยงานอื่นๆไม่ สามารถใช้งานได้อีกด้วย

“ไทยคม”…สมบัติของไทยอยู่แล้ว

หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณาสัญญาสัมปทานไทยคม ซึ่งเป็นสัญญาสัมปทานประเภท สร้าง-โอน-บริหาร หรือ Build Transfer Operation-BTO ที่เมื่อผู้รับสัมปทานได้ดำเนินการจัดสร้างดาวเทียม และยิงขึ้นสู่วงโคจรแล้วเสร็จ จะต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐในทันที พร้อมทั้งสถานีควบคุมดาวเทียม และอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่บริษัทเอกชนจะได้รับก็มีเพียงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากการนำช่องสัญญาณ (Transponder) ออกไปให้เช่า และเรียกเก็บค่าบริการจากผู้เช่าใช้ แต่จะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นเหล่านี้กลับมาให้รัฐด้วยตามสัญญา

ล่าสุด ชินแซทมีลูกค้าที่เข้ามาขอเช่าใช้ช่องสัญญาณแล้วกว่า 40 ประเทศ โดยลูกค้ากว่าร้อยละ 77 เป็นลูกค้าต่างประเทศ และบริษัทได้จ่ายค่าสัมปทานให้แก่รัฐแล้วเป็นจำนวน 3,698.9 ล้านบาท มากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 3,317.9 ล้านบาท

เมื่อสัญญาสัมปทาน BTO กำหนดชัดเจนอยู่แล้ว ทรัพย์สินทุกอย่างสร้างขึ้นต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐ ดาวเทียมไทยคมก็ต้องถือเป็นสมบัติของชาติในทันที

จึงไม่ต้องย้อนกลับไปพิจารณาอีกว่า ดาวเทียมไทยคมเป็นสมบัติของใคร?

เพราะด้วยสถานะและกฎหมาย ดาวเทียมไทยคมก็เป็นสมบัติของชาติโดยสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว!

ที่สำคัญ “ไทยคม” ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศในฐานะ ผู้ให้บริการดาวเทียมมาตรฐานโลกที่ออกไปแข่งกับผู้ให้บริการดาวเทียมอื่นๆ ของโลกอีกกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเอเชีย แปซิฟิก และตะวันออกกลาง ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้วทั้งสิ้น

และโดยเฉพาะ ไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ชินแซทวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็นดาวเทียมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด และใหญ่ที่สุดของโลก สามารถให้บริการครอบคลุมไปกว่า 3 ทวีป ซ้ำยังเจาะตลาดในประเทศยักษ์ใหญ่ อย่าง จีน อินเดีย ยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้หมดในขณะที่ทุกประเทศล้วนมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้วทั้งสิ้น

เมื่อดาวเทียมไทยคมเป็นสมบัติของชาติอยู่แล้ว จะต้องไปต่อสู้ทวงคืนกันทำไมอีก!!

หากทุกฝ่ายย้อนกลับไปพิจารณาความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดให้ดีตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นเองว่าหาได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปลงทุนลงแรงตั้งโต๊ะรับบริจาคเงินนับพันนับหมื่นล้านบาท เพื่อจะเข้าไปซื้อสัมปทานดาวเทียมไทยคม หรือ วงโคจรกลับคืนมาไม่

แม้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินแซทจะยังต้องพิสูจน์สัญชาติว่า เป็นไทย หรือต่างชาติกับกระทรวงพาณิชย์อยู่ แต่สัดส่วนหุ้นที่เหลืออีกกว่า 58% ในชินแซท ก็ยังคงเป็นหุ้นของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น

และต่อให้ชินคอร์ปกับกุหลาบแก้วถูกกระชากหน้ากากว่าเป็นร่างทรงของกลุ่มทุนสิงคโปร์จริง แต่สัดส่วนทุนของสิงคโปร์ในชินแซท ปัจจุบันก็ไม่ได้สูงเกินกว่าร้อยละ 49 อันเป็นสัดส่วนหุ้นสูงสุดที่กฎหมายรับรองความเป็นนิติบุคคลของบริษัทไทยอยู่แล้ว

ดังนั้น ความพยายามในการตีฆ้องร้อง ป่าวให้มีการทวงคืนสมบัติชาติในเวลานี้จึงหาใช่การกู้ชาติไม่

หากแต่เป็นความ “เขลา” ไม่เข้าใจ และไม่ได้ศึกษาสัญญาสัมปทานอย่างถ่องแท้ หรือไม่ก็อาจเป็นแค่ความพยายามของกลุ่มบุคคล ที่ประสงค์จะเข้าไปชุบมือเปิบและ ส่งคนของตนเข้าไปกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารกิจการนี้แทน!

ขณะที่การเจรจาทางธุรกิจโดยตรงระหว่าง บริษัทเอกชนด้วยกันสามารถจะเกิดขึ้นได้เมื่อความต้องการจะซื้อจะขายตรงกัน เพราะเป็นช่วงพอดีกับที่เทมาเสกเอง ก็ต้องการจะขายหุ้นในส่วนของชินแซทให้นักลงทุนรายใหม่ ที่มีทุนมากพอจะมารับช่วงต่อเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

เวลาที่เหลือไม่มากแล้วของรัฐบาล ช่วยกันระดมสมองคิดอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ.

ทีมเศรษฐกิจ

 
โดย   soodyood   เมื่อ วัน พุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550, 12: 52 น.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: