ตอนที่ ๙ พรรคจักรียุคเปรมหวลกลับ

ตอนที่ ๙ พรรคจักรียุคเปรมหวลกลับ

โดยอาคม ซิดนี่ย์
๒๓  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

 

ในบทความตอนที่ ๗ เรื่อง “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” ผมได้กล่าวถึงกบฎเมษาฮาวาย ซึ่งข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะต้องนำมาเปิดเผยให้เป็นที่กระจ่างชัดกันในโอกาสนี้เสียเลย

 

ดังที่ผมได้นำเสนอไปแล้วว่าเปรมขึ้นสู่อำนาจได้ก็ด้วยอิทธิพลของกลุ่มนายทหารยังเติร์กหรือนายทหาร จปร. ๗ จนกระทั่งเข้าไปกุมอำนาจสูงสุดบนเส้นทางการเมืองบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคกิจสังคมให้การสนับสนุน และมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ดูแล จวบจนกระทั่งมีการกักตุนข้าวสารและน้ำตาลจนเป็นที่เดือดร้อนไปทั่วสังคมไทยด้วยฝีมือของนายบุญชู โรจนเสถียร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารกรุงเทพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เปรมมีความรู้สึกว่าเป็นการเสียรู้และเป็นหุ่นเชิดของนักการเมือง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ของวงการเมืองที่ยังขาดบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีพรรคการเมืองของตัวเองมาเป็นฐานรองรับ แต่มาตามคำเชื้อเชิญตามกระแสอิทธิพลทางทหาร

 

เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเปรมจึงเป็นที่รับรู้ของคนในกองทัพซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดและเปรมไว้ใจที่สุดในเวลานั้น และพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบกเพื่อนรักเปรมที่จ่อคิวเป็นผบ.ทบ.คนต่อไป ก็ย่อมต้องมีความทุกข์ร้อนแทนเพื่อนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านผู้อ่านควรทราบด้วยว่าพล.อ.สันต์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มยังเติร์กให้ขึ้นเป็นผู้นำกองทัพต่อจากเปรม ในช่วงนี้จึงมีการร่วมด้วยช่วยคิดจากบรรดาขุนทหารในกองทัพในการแก้เกมจากการกระทำของพวกนักเลือกตั้ง พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋วที่ได้ชื่อว่าขงเบ้งแห่งกองทัพจึงได้ถูกเลือกขึ้นมาทำหน้าที่ในด้านที่เกี่ยวกับการเมืองหรือเป็นมือการเมืองให้เปรมนั่นเอง

 

เมื่อตอนที่เกิดปัญหาใหม่ๆ เปรมมักจะมีคำปรารภให้เป็นที่น่าสงสารให้เหล่าบรรดาขุนทหารได้ยินอยู่เสมอว่า “ผมเสียรู้เขา ผมไม่เหมาะกับงานด้านการเมือง” เปรมนับได้ว่าเป็นนายทหารนักการเมืองหน้าบางที่มีคุณสมบัติขี้น้อยใจและเงียบขรึมไม่ตอบคำจนได้รับฉายา “ เตมีย์ใบ้ ” ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จึงมีการเคลื่อนไหวปฏิการเชิงรุก เมื่อได้รับแรงสนับสนุนอันอบอุ่นจากกองทัพ ปฏิบัติการปลดนายตามใจ ขำภโต จึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔ ติดตามมาด้วยการปลดนายบุญชู โรจนเสถียร และนายอำนวย วีรวรรณ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ การปลดขุนพลมือทำงานด้านเศรษฐกิจพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดผลกระทบทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคกิจสังคมที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเปรมอยู่ในเวลานั้น จนถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลในเวลาต่อมา

 

ในขณะที่การเมืองกำลังร้อนระอุ ในฝ่ายของกองทัพกลับดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายทหารทุกย่างก้าวจะเป็นที่สนใจของคนในทุกวงการ ชื่อพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา ถูกนำเสนอให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับควบคู่ไปกับกลุ่มยังเติร์ก และพล.ต.ชวลิตในฐานะผู้ประสานสิบทิศไม่เว้นในแต่ละวัน จนทำให้นายทหารสุภาพบุรุษที่ชื่อสันต์เป็นที่จับตามองของคนทั่วไป (ผมสมควรที่จะกล่าวด้วยว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี ๒๕๒๔ นี้ควรต้องตกเป็นของพล.อ.สันต์ ถ้าหากพล.ต.อาทิตย์ไม่เสนอต่ออายุราชการให้พล.อ.เปรมในเดือนกันยายน ๒๕๒๓) ในขณะที่เปรมก็เริ่มแสดงอาการเบื่อหน่ายกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้วยการบ่นให้ผู้คนได้ยินว่า “ผมไม่อยากเป็นนายกฯอีกต่อไป” โดยไม่มีใครเฉลียวใจว่านี่เป็นกุศโลบายในการเดินเกมเพื่อฆ่าพล.อ.สันต์และกลุ่มยังเติร์กที่ทรงอิทธิพลในเวลานั้น

 

การคิดกำจัดเพื่อนเพื่อให้พ้นเส้นทางอำนาจของเปรม จึงได้ปรากฏเป็นละครฉากใหญ่ที่มีชื่อว่า “เมษาฮาวาย” โดยที่เปรมวางแผนไม่เพียงแต่จะแยบยลอย่างที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังมีความเนียนเป็นพิเศษอีกด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความประสงค์ว่าต้องการวางมือและถอยห่างจากวงการเมือง โดยกำหนดให้พล.อ.สันต์เข้ามาดูแลและรับผิดชอบบ้านเมืองแทนและช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่พล.อ.สันต์จะเข้ามาได้ก็ต้องเป็นการยึดอำนาจเท่านั้น กลุ่มยังเติร์กที่เป็นทหารห้าวแต่อ่อนพรรษาก็เลยตั้งกองเชียร์และสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการรับอาสาเพราะเชื่อว่ามีความพร้อม

 

เปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ เพราะการวางแผน เปรมมีส่วนร่วมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ดังนั้นในฐานะผู้ร่วมวางแผนเปรมจึงมีรายละเอียดในทุกขั้นตอน และเมื่อนายทหารทุกคนที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจในแผนปฏิบัติเป็นอย่างดีแล้วก็รอคอยเวลาและไฟเขียวจากเปรม แผนการยึดอำนาจอันเป็นความลับสุดยอดได้รับการถ่ายทอดมาให้นายทหารอีกกลุ่มซึ่งประกอบด้วยพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ ๒ นายทหารคู่บารมีเปรมเป็นแกนนำ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ทส.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพล.ที่ ๑ รักษาพระองค์ พ.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้ากรมข่าวทหารบกโดยคนชื่อเปรม

 

แล้วในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ อันเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้เป็นวันปฏิบัติการยึดอำนาจ เปรมได้มาตามนัดหมายเพื่อที่จะทำความเข้าใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการโดยมอบหมายให้พล.อ.สันต์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร พ.อ.มนูญเป็นเลขาธิการฯดูแลกระเป๋าเงินระหว่างการประชุมเพื่อวางตัวและกำหนดเวลาตลอดจนหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละคนอยู่นั้นก็ปรากฏมีโทรศัพท์มาแจ้งว่าสมเด็จฯมีรับสั่งให้เปรมเข้าเฝ้าเป็นการด่วน อันเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝัน ว่ากันว่าเมื่อเปรมมุ่งหน้าเข้าสู่วังสวนจิตรฯ แล้วก็กราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จฯพร้อมด้วยองค์รัชทายาททุกพระองค์ขึ้นสู่กองทัพภาคที่ ๒ อันเป็นเขตอิทธิพลของเปรมที่มีพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ทำหน้าที่ถวายการอารักขาในเรื่องความปลอดภัย

 

การหายไปของเปรมเป็นเวลานานย่อมต้องสร้างความวุ่นวายและโกลาหลให้กับกลุ่มที่จะลงมือยึดอำนาจในเวลานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตามกำหนดการที่ได้ตกลงกันไว้นั้นงวดเข้ามาทุกที กำลังพลตามกรมกองต่างๆ มีการเตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรอคำสั่งและเมื่อถึงเวลาอันสำคัญเปรมก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะติดต่อกลับมา จึงจำเป็นที่กลุ่มผู้ปฏิบัติการต้องดำเนินการตามแผนการที่กำหนด (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่าการปฏิบัติการอันเป็นการชี้เป็นชี้ตายนั้นเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่) ก็มีการเคลื่อนกำลังพลและรถถังออกจากกรมกองเพื่อเข้ายึดสถานที่สำคัญอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งนี้เพื่อป้องกันการต่อต้าน (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจอีกด้วยว่าการยึดอำนาจในทุกครั้งไม่ใช่ว่าทหารทุกนายจะเข้าร่วมหรือล่วงรู้ไปด้วยทุกกรมกอง ดังนั้นสิ่งที่คณะรัฐประหารกลัวที่สุดคือการปะทะกันด้วยความเข้าใจผิด)

 

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แผนปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อการที่เปรมมีส่วนร่วมในการกำหนดได้ถูกถ่ายทอดไปยังนายทหารอีกกลุ่มที่เปรมสร้างขึ้นเพื่อคานอำนาจ ดังนั้นการเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการจึงสามารถทำการกวาดล้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติลงด้วยความง่ายดาย พล.อ.สันต์หนีตายไปอยู่พม่า พ.อ.มนูญหอบถุงเงินก้อนโตหายไปก่อนเวลาอันสมควร (จปร.๗ แตกคอกันก็ด้วยสาเหตุนี้ ดังนั้นการทำรัฐประหารครั้งต่อมาพ.อ.มนูญจึงต้องฉายเดี่ยวโดยไม่มีกลุ่มทหาร จปร.๗ ร่วมด้วย)

 

ภายหลังจากที่กลุ่มยังเติร์กถูกสลายอำนาจและอิทธิพลลงแล้ว กลุ่มทหารสร้างของเปรมก็ได้รับการปูนบำเหน็จ พล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ได้ขยับขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพกาคที่ ๑ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็ได้ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและครองยศพลเอก พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ขยับขึ้นครองยศพล.ท.ในตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์กระโดดขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๑ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของรองแม่ทัพภาคตามระบอบเปรมาธิปไตย พ.อ.สุจินดา คราประยูรขึ้นครองยศพล.ต.ในตำแหน่งรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ท่านผู้อ่านต้องสังเกตด้วยว่าการขยับขึ้นดำรงตำแหน่งของพล.ท.ชวลิตและพล.ท.พิจิตรในครั้งนี้มีนัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสองนายพลจนเป็นที่มาของเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ หรือกบฏนัดแล้วใยไม่มา

 

ถ้าหากจะพิจารณาให้ดีในกรณีเมษาฮาวายนั้น ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเปรมมีความต้องการสลายอิทธิพลของกลุ่มยังเติร์กก็จริงอยู่หากแต่เป้าหมายหลักนั้นอยู่ที่มีความต้องการกำจัดพล.อ.สันต์ให้พ้นเส้นทางอำนาจมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังเหตุการณ์ เปรมได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ก่อการในทันทีโดยไม่ถือผิดเอาความใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้กลุ่มยังเติร์กบางคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ (เพียงบางคน) มีโอกาสกลับเข้ารับราชการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปล่อยข่าวว่าพล.อ.สันต์มักใหญ่ใฝ่สูงกลัวไม่ได้เป็นผบ.ทบ.ด้วยเกรงว่าจะมีการต่ออายุให้เปรมอีกและ ข่าวปล่อยที่ร้ายไปกว่านั้นนั่นก็คือ “สมเด็จฯไม่ทรงโปรด พล.อ.สันต์ ทำให้เปรมถูกสมเด็จฯล๊อคตัวขึ้นโคราชเพื่อให้การยึดอำนาจไม่ประสบผลสำเร็จ”

 

เปรมทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งมาโดยตลอดด้วยวิธีการอันเหนือชั้น การไม่ยอมพูดทำตัวเงียบขรึม หรือการพูดไม่หมดปล่อยให้คลุมเครือ ตลอดจนการพูดอย่างหนึ่งแล้วเพ็ดทูลอีกอย่างหนึ่งโดยขาดความรับผิดชอบ เป็นวิชาตัวเบาประจำตระกูลติณ แห่งสำนักสูลานนท์ ที่คนชื่อเปรมได้ฝึกปรือมาตลอดชั่วชีวิต จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า “ไร้เทียมทาน” และยังคงใช้ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ จึงอย่าได้แปลกใจในเหตุการณ์หลายเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตำนานเมษาฮาวาย” จึงมีคนพูดไปคนละทางแม้ในกลุ่มนายทหารที่เกี่ยวข้อง

 

ความข้างต้นที่ผมได้กล่าวมานี้หากจะเป็นประโยชน์บ้างในด้านข้อมูลสำหรับประวัติศาสตร์ ผมขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดนี้ให้กับพล.อ.สันต์ จิตปฏิมานายทหารสุภาพบุรุษ หรือคุณอาสันต์ของกลุ่มนายทหารที่มีความเคารพรักอย่างไม่เสื่อมคลาย และผมเขียนขึ้นด้วยแรงใจที่มีความเคารพอยู่เสมอ ผมคงทำหน้าที่ผมได้เพียงเท่านี้หลังจากรอคอยมาเป็นเวลายาวนานถึง ๒๖ ปี ขอให้คุณอาสันต์นอนหลับให้สบาย และจงมีแต่ความสุขในสัมปรายภพทุกๆ ภพด้วยเทอญ ด้วยรักและเคารพ 

 

การที่เปรมสร้างภาพมาโดยตลอดจนทำให้คนเชื่อว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ด้วยแรงเชียร์ของกลุ่มนายทหารมักใหญ่ใฝ่สูง (ที่ผมเรียกว่าทหารโจร) ที่เรียกตัวเองว่าลูกป๋าทำให้ภาพเปรมดูสูงส่งจนดุจประหนึ่งขึ้นชั้นไปนั่งอยู่บนบัลลังค์สมมุติเทพที่ใครแตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ก็ต้องห้ามอย่างที่นายสมัคร สุนทรเวชประสบ การออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กลุ่มยึดอำนาจในกรณีเมษาฮาวายก็ดี การออกมาปรามตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ทำร้ายนักศึกษาสติเฟื่องที่กระโดดเข้าชกดั้งจมูกก็ดี ทำให้เปรมมีภาพของคนที่ไม่ถือสาหาความมีแต่ให้อภัย แต่นั่นเป็นเพราะคนหรือกลุ่มคนที่คิดทำร้ายเปรมนั้นไม่มีหรือหมดศักยภาพในการทำลายอำนาจเปรมนั่นเอง

 

ตัวตนที่แท้จริงของเปรมมาปรากฏชัดก็ในกรณีที่ทักษิณบังอาจย้ายฟ้าผ่าพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ขึ้นไปรอเกษียณบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยไม่ผ่านความเห็นของเปรม แล้วเปรมก็เก็บเอาความแค้นมาล้างคืน ซึ่งไม่มีใครคิดถึงและแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็คงลืมไปแล้ว  การออกมาเปิดประเด็นคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนอย่าไปนับถือคนรวยอย่าไปไหว้คนมีเงินนั้นเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย หากทุกคนหรือคนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติได้สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น แต่การออกมาสนับสนุนให้ทหารไม่ต้องรับฟังหรือทำตามคำสั่งของรัฐบาลนั้นเปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน

 

เปรมเป็นทหารมาตลอดชั่วชีวิต ผ่านมาทุกตำแหน่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของกองทัพบกในฐานะผู้บัญชาการทหารบก หรือตำแหน่งสูงสุดของเหล่าทัพในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรมย่อมต้องรู้ว่ากองทัพนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการขับเคลื่อนในด้านความมั่นคงแห่งชาติ เปรมยังต้องเข้าใจด้วยว่าโดยระเบียบวินัยของทหารนั้น คำสั่งต้องถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด และยิ่งเปรมออกมาเรียกร้องให้ทหารเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เป็นของรัฐบาลหรือนักการเมืองนั้น เปรมจะอธิบายว่าอย่างไรเพราะตามระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีหน้าที่ดูแลบริหารบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ และที่สำคัญที่สุดเปรมต้องเข้าใจในระบบทหารด้วยว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าทหารมีหน้าที่รับใช้ชาติ แต่ทหารมหาดเล็กมีหน้าที่รับใช้พระองค์

 

เปรมไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวให้เกิดความสับสนและทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยในชาติเท่านั้น หากแต่เปรมยังทำให้เกิดความสับสนในด้านการปกครองจนงานบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจจะขับเคลื่อนต่อไปได้ เศรษฐกิจของชาติมีอันต้องพังไปในชั่วพริบตาตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร ในด้านความมั่งคงก็ล้มเหลวล้มเหลว อันสืบเนื่องจากการที่มีเป้าหมายเพียงต้องการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้มีโอกาสเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองด้วยความขี้ขลาดโดยไม่สนใจในความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยในสามจังหวัดภาคใต้

 

เปรมปลุกกระแสความจงรักภักดีฯ ในขณะที่ตัวเองแอบสนับสนุนพวกกลุ่มนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านและเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ในเวลาเดียวกันก็แอบให้ท้ายวายร้ายอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเปิดประเด็นกู้ชาติ เรารักในหลวง เราสู้เพื่อในหลวง เปรมย่ำยีเกียรติศักดิ์นายทหารหาญแห่งกองทัพว่าหมดสภาพในการปกป้ององค์พระมหากษัตริย์แล้ว ถึงได้ปลุกปั้นคนที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอย่างนายสนธิที่เป็นเพียงบุคคลล้มละลายให้ออกมาเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความคึกคะนอง เปรมเป็นถึงประธานองคมนตรีที่ต้องรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งแผ่นดินที่ต้องอยู่สูงเหนือความขัดแย้ง และสถานะแห่งพระบรมมหากษัตริย์จำต้องอยู่สูงเกินกว่าใครก็ตามที่จะมาบังอาจมาแสดงความรักหรือความสงสารได้การชูประเด็น “เรารักในหลวง ท่านพ่อหลวงของเรา” คนพวกนี้แหละที่สมควรต้องได้รับโทษด้วยการตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสว่า “นายกฯพระราชทานไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว” สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปสามารถรับรู้ได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสบายพระทัยที่มีการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ถ้าหากเปรมมีความจงรักภักดีดังที่กล่าวอ้าง การเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องมีการยุติโดยปริยายและฉับพลันทันที (ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังมีการจัดเตรียมงานพระราชพิธีขึ้นครองราช ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ การเคลื่อนไหวกลับเป็นไปในทิศทางที่รุนแรงและท้ายทายต่อการมีเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะในเวลานั้น จนมีคนจำนวนไม่น้อยที่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานพระราชพิธี

 

หลังงานพระราชพิธีผ่านไป เหตุการณ์มีความสงบอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วเปรมก็กลับมาทำการเคลื่อนไหวอีกในกรณีสามกกต.ด้วยการแทรกแซงอำนาจตุลาการให้ตัดสินโทษสถานหนักแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสามที่มาจากการคัดสรรด้วยวิถีทางประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุด จนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมาเปิดเผยต่อหน้าข้าราชการระดับสูงว่า “มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว” เท่านั้นเองขบวนการลูกป๋าและหมารับใช้จึงดาหน้าออกมาตอบโต้ด้วยความพร้อมเพรียงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนชนิดตาต่อตา ไม่เพียงเท่านั้นขบวนการท้าก..ษิณออกไปที่มี “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ความจริงต้องเรียกว่าทำลายประชาธิปไตย) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำซึ่งมีการเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วเข้าสู่ขบวนการร่วมด้วยช่วยล้ม

 

นายสนธิกลับมาพร้อมกับพกความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม เหมือนได้รับน้ำเลี้ยงและยาบำรุงใจที่ทำจากหัวใจหมีและดีมังกร จึงมีความกล้าหาญและบ้าบิ่นถึงกับประกาศว่า “ผมเป็นสมาชิกพรรคจักรี จักรีที่แปลว่าราชวงค์จักรี”  ในกรณีพรรคจักรีของนายสนธิทำให้เกิดคำถามหลายคำถามตามมาทันทีว่า ต้องการสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์กระนั้นหรือ ? และหรือเปรมเป็นหัวหน้าพรรคจักรี โดยมีนายสนธิทำหน้าที่เลขาธิการพรรคแล้วทำการเคลื่อนไหวต่างตัวแทนให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลทักษิณจึงไม่รีรอที่จะดำเนินคดีตามกฏหมายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณถูกปล้นชิงและโค่นล้มลงก่อนที่คดีถึงที่สุด

 

ประเทศไทยต้องจารึกเป็นเกียรติประวัติให้กับพล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ในฐานะนายตำรวจผู้มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง เพราะภายหลังจากคณะนายทหารโจรที่เป็นสมุนเปรมได้ทำการโค่นล้ม และปล้นชิงอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์แล้ว คดีหมิ่นฯของนายสนธิไม่เพียงแต่ได้รับการถอนฟ้องอย่างเดียว บุคคลที่ปกป้องพระกียรติยศด้วยการดำเนินคดีกับนายสนธิในข้อหาหมิ่นฯด้วยความจงรักภักดี โดยไม่มีการดำน้ำปิดสำนวนหรือเก็บเข้าลิ้นชักตามกระแสกลุ่มอำนาจใหม่ ก็มีอันต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตามที่นายสนธิเรียกร้องต้องการ และใช่แต่เพียงเท่านี้ หากแต่วายร้ายขี้โกหกที่ล้มละลายอย่างนายสนธิ รัฐบาลโจรยังให้ความสำคัญถึงกับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการเข้ายึดไทยทีวีช่อง ๑๑ อย่างไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ

 

การกล่าวร้ายป้ายสียัดเยียดข้อหาตั้งข้อรังเกียจทักษิณว่าเป็นคนที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารปกครองประเทศ เป็นระบอบทักษิณหรือทักษิโนมิก (ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า เพราะหาไม่เจอในพจนานุกรม) มีแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวงโกงกินและดูเหมือนจะมีชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมอยู่ด้วยในกรณีโกงกินกล้ายาง แต่เผลอแผล็บเดียวกลับมีการแต่งตั้งให้คนโกงกินอย่างนายสมคิดไปทำหน้าที่ทูตเศรษฐกิจเพื่อเรียกศรัทธานาๆ ประเทศให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนในเมืองไทยโดยปราศจากความละอายแก่ใจ

 

พล.อ.สุรยุทธ์ประกาศว่าจะเป็นทหารอาชีพที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเด็ดขาดด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกตลอดจนประธานและกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อตอนเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในขณะเดียวกันก็แสดงตัวว่าเป็นนายทหารนักประชาธิปไตยด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถ้าผมยังอยู่บนตำแหน่งนี้ทหารจะไม่มีการปฏิวัติเด็ดขาด แต่การที่พล.อ.สุรยุทธ ลาออกจากองคมนตรีที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการยึดอำนาจ จึงทำให้เห็นชัดเจนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างภาพที่เหลวไหลเชื่อถือไม่ได้ดังที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  Bullshit นั่นเอง

 

อาคม ซิดนี่ย์
arkomsydney@yahoo.com.au
copyright © arkomsydney 2007

Google Docs & Spreadsheets — Web word processing and spreadsheets.

Edit this page (if you have permission) | Report spam 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: