เสียงจากออสเตรเลีย ตอนที่ ๑๐ สัตว์เศรษฐกิจสถิตเปรม กอปมาอีกแล้วครับท่าน

เสียงจากออสเตรเลีย

ตอนที่ ๑๐ สัตว์เศรษฐกิจสถิตเปรม


โดยอาคม ซิดนี่ย์
วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐

 

ก่อนที่จะนำเสนอบทความเรื่องนี้ผมมีความจำเป็นต้องมารื้อฟื้นความจำท่านผู้อ่านถึงที่มาของคำว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” เป็นการเรียกน้ำย่อย ด้วยผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะหลงลืมไปแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่าสี่สิบอาจจะไม่คุ้นหูเลยก็เป็นได้  เพราะเป็นเหตุการณ์เมื่อกว่ายี่สิบปีมาแล้วในยุคที่เปรมขึ้นสู่อำนาจบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปรมไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ พวกนายธนาคารขึ้นมากุมอำนาจดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลังฉวยโอกาสระดมเงิน กักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรดังที่ได้เสนอไปแล้วในบทความเรื่อง “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง”

 

ในยุคที่เปรมเรืองอำนาจนั้นนอกจากมีการเก็งกำไรด้วยการกักตุนสินค้าแล้ว ผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจยังมีความจงใจปล่อยให้สถาบันการเงินและการคลังขาดวินัยจึงเป็นช่องทางหากินของกลุ่มบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจในเวลานั้นได้ตักตวงผลประโยชน์จนเกิดปัญหาการเงินนอกระบบและเป็นที่มาของวงแชร์ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นแชร์แม่ชม้อยหรือแชร์แม่นกแก้ว และแชร์ชาร์เตอร์ที่มีนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร เป็นหัวเรือใหญ่จนได้สมญานามว่า “เจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์” จวบกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูง ดอกเบี้ยเงินฝากประจำในเวลานั้นสูงถึง 12.5% ต่อปีส่วนลูกค้าชั้นดี 13.5%  จึงทำให้มีนายธนาคารที่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจที่เป็นลูกน้องมือขวาของนายบุญชู โรจนเสถียร นาม “พร(พอล) สิทธิอำนวย” (ลูกพี่ใหญ่นายสนธิ ลื้มทองกุล) นำเงินกู้จากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เข้ามาปล่อยกู้กินส่วนต่างของดอกเบี้ย นายพร สิทธิอำนวย เป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพสาขาประเทศสหรัฐอเมริกาคนแรก จึงมีความกว้างขวางอยู่ในเครือข่ายวงการเงินจากต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเรียกน้ำย่อยเพื่อให้ได้เห็นพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นในยุคเปรมเป็นใหญ่ ส่วนรายละเอียดผมคงต้องหาเวลาเขียนในโอกาสต่อไป
 
การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณน่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการเปิดฉากแบบจู่โจมจากนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ด้วยการเปิดโปงเบื้องลึกความเคลื่อนไหวผิดปรกติของราคาใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (หุ้น) ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB-C1) ในช่วงวันที่ 11 กับ 13 สิงหาคม โดยกล่าวหาว่ามีนักการเมืองในซีกรัฐบาล ที่มีชื่อย่อว่า ป. กับ ส. เข้าไปเกี่ยวพันด้วย (ปั่นหุ้น) ภายหลังการทิ้งบอมบ์ นายเอกยุทธ์ได้จูงมือนายประชัย เลื่ยวไพรัตน์ มุ่งหน้าไปหานายบัญญัติ บรรทัดฐาน (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น) พร้อมกับเสนอเงินช่วยเหลือให้พรรคสูงถึงหนึ่งพันล้าน จนเป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แม้นายบัญญัติจะได้อ้อมแอ้มอธิบายในเวลาต่อมาว่าทางพรรคเปิดกว้างเพราะปรกติก็มีการรับบริจาคทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะลบล้างหรือปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

 

การเปิดประเด็นของนายเอกยุทธ์ มาปรากฏชัดเจนถึงที่มาที่ไปในเวทีชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๗ โดยใช้ชื่อว่า “คณะประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์” ภายใต้คำขวัญ “ประชาชนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และสมบัติชาติ” บุคคลสำคัญที่ร่วมกลุ่มก๊วนในการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ประกอบด้วยน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และนายประพันธ์ คูณมี ทำหน้าที่มันสมอง นายอมรินทร์ คอมันตร์และนายเพียร ยงหนู เป็นแรงช่วยในการขับเคลื่อน ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กระเป๋าเงินโดยมีเป้าหมายให้นายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งและ ขอพระราชทานรัฐบาลแห่งชาติ (ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังอีกจำนวนหนึ่ง)

 

ถ้าหากเราลองมาทำความรู้จักกับคนทั้งหกนี้ ท่านผู้อ่านก็จะพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แล้วก็ไม่เป็นการยากสำหรับในการสืบค้น เพราะประวัติของแต่ละคนมีความโชกโชนและมีศักยภาพพอที่จะป่วนสังคมให้เกิดความวุ่นวายได้ทุกคน ดังต่อไปนี้: –

 

๑. นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์เมื่อปี 2526 และหลบหนีการจับกุมเป็นเวลายี่สิบปีจนคดีหมดอายุความและเคยลักลอบเข้าเมืองไทยมาเป็นนายทุนให้การสนับสนุนในการยึดอำนาจในกรณี กบฏ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ แต่ก็ไม่โดนข้อหากบฏและสาเหตุแห่งการยึดอำนาจยังเป็นที่คลุมเคลืออยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
๒. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขานุการพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า แต่ได้ลาออกมาเพื่อทำการเคลื่อนไหว
๓. นายประพันธ์ คูณมี อาชีพทนายความอดีตแกนนำคนสำคัญของ สหพันธ์นักศึกษาเสรีที่เคยหนีไปอยู่ป่าจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในเขตงาน ๑๖๙ (ภูเขียว ชัยภูมิ)
๔. นายอมรินทร์ คอมันตร์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนักธุรกิจที่เคยก่อตั้งกลุ่ม“พันธมิตรกู้วิกฤติชาติ” เคลื่อนไหวให้มีการยกเลิกกฏหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๑๑ ฉบับมาโดยตลอด
๕. นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวงและประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางการเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนาน
๖. นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัทอุตสาหกรรมปิโตเคมีเคิลไทยจำกัดมหาชน (TPI) ที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังมีกิจการโรงงานปูนที่มีชื่อว่า “ทีพีไอโพลีน” ที่ยังอยู่ในความครอบครองของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมวันเปิดตัวถล่มทักษิณที่ท้องสนามหลวงนั้น ผู้ชุมนุมกว่าหนึ่งพันเป็นพนักงานที่มาจากทีพีไอโพลีน นายประชัยมีความแค้นรัฐบาลทักษิณอย่างฝังใจในกรณีที่ไม่ช่วยธุรกิจทีพีไอให้รอดพ้นจากการยึดครองจากเจ้าหนี้ต่างชาติ

 

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้เห็นชัดเจนแล้วว่าใครเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหว เพราะในเวลานี้พวกเขาทั้งหลายก็ยังมีบทบาทในการบดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวอยู่ และถ้าหากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผมมาโดยตลอดจะต้องรู้ว่าเขาผู้นั้นที่อยู่เบื้องหลังคือใครอย่างแน่นอน

 

การเปิดตัวของนายเอกยุทธไม่ประสบผลตามความต้องการของจอมบงการ เพราะภาพลักษณ์ความเป็นโจรนักต้มตุ๋นที่หลบหนีคดีความยังไม่ห่างหายไปจากความทรงจำของพี่น้องประชาชน จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวายร้ายแซ่ลิ้มที่มีฐานะเป็นบุคคลล้มละลายแห่งสำนักท่าพระอาทิตย์ที่มีนามว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสนธิไม่ได้พูดวิจารณ์ธรรมดาเหมือนชาวบ้านที่ทำกันในขณะนั้นหากแต่นายสนธิได้เปิดตำราไขปริศนาบริภาษจนสถานภาพความเป็นคนของนายเอกยุทธหมดสิ้นไม่มีชิ้นดี จนดูประหนึ่งว่านายสนธิเป็นองครักษ์พิทักษ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 

ผลงานการบริภาษนายเอกยุทธ์ของนักฆ่าแห่งตระกูลลิ้มเข้าตาผู้มากด้วยบารมี จึงได้ถูกบันทึกไว้เป็นข้อมูลในทำเนียบสี่เสาเพื่อรอคอยโอกาสใช้งาน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมอย่างเด็ดขาดว่านายสนธิคนนี้ไม่เพียงแต่มีส่วนสนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งใหม่ๆ เท่านั้น หากแต่ยังหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างออกนอกหน้าชนิดที่ว่า “ใครจะทำไม” ไม่ว่าจะเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้มีความปราดเปรื่องด้านการตลาด หรือนายทนง พิทยะ ผู้ช่ำชองในด้านการเงิน–การคลังและนายพันศักดิ์ วิญญารัตน์ ที่เจนจัดในด้านการเมือง (เคยเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาบ้านพิษฯในสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ)  สามมือดีที่เคยช่วยงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการสำนักท่าพระอาทิตย์ นายสนธิระดมให้มาร่วมทีมงานรัฐบาลทักษิณ

 

ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจอีกด้วยว่าคนอย่างนายสนธิมีความเป็นคนเจ้าเล่ห์มาโดยกำเนิดและมีคุณสมบัติกล้าได้ไม่กล้าเสีย ดังนั้นการช่วยเหลือของนายสนธิในทุกครั้งจะไม่เคยลืมในเรื่องผลการตอบแทน เมื่อเป็นเช่นนี้นายสนธิจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณทักษิณนั้นจะสามารถบันดาลในสิ่งที่นายสนธิต้องการทุกเรื่อง และเมื่อคิดได้ดังนี้นายสนธิจึงบ่ายหน้าไปหาคุณทักษิณเพื่อขอให้ช่วยในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ความต้องการของนายสนธิไม่เพียงแต่ทำให้คุณทักษิณมีอันต้องผงะ หากแต่เพื่อนรักของนายสนธิทั้งสามที่ถูกส่งมาร่วมรัฐบาลก็ยังต้องถอยห่างอีกด้วย

 

เมื่อเป็นเช่นนี้มีหรือจิ้งจอกเฒ่าแห่งบ้านสี่เสาที่เก่งเรื่องแยกแล้วปกครองอยู่แล้ว จะปล่อยโอกาสอันดียิ่งนี้ให้เลยผ่านไป บุรุษคาบไปป์นามน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จึงถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นสะพานทอดให้นายสนธิได้เข้าบ้านสี่เสา เพราะต่างก็มีสายสัมพันธ์ในฐานะคนในวงการสื่อด้วยกัน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าน.ต.ประสงค์อดีตเคยเป็นเลขนุการนายกรัฐมนตรีในยุคเปรม แล้วก็อยู่รับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอด และได้ลงทุนลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า เพื่อมาทำการเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลทักษิณ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณเพราะ สืบเนื่องจากเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองด้วยการประเดิมบนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยการชักนำของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในโควต้าของพรรคพลังธรรมอันเป็นตำแหน่งที่ น.ต. ประสงค์เคยนั่งอยู่ก่อน แล้วมีความขัดแย้งจนต้องแยกตัวออกมาจากพรรคพลังธรรม

 

การดึงตัวนายสนธิเข้าร่วมขบวนการเปรมาธิปไตยได้เป็นผลสำเร็จก่อนเวลาอันสมควรนั้น เปรมย่อมต้องดีใจอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนั่นไม่เพียงได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่า นั้น แต่เรื่องที่น่ายินดีกว่านั้นก็คือการได้ศัตรูของศัตรูมาเป็นมิตรอีกต่างหากที่ต้องถือว่าเป็นโชคสองชั้น โชคสองชั้นอันเนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของนายสนธิมีความสามารถพิเศษในการโกหกหลอกลวงให้ผู้คนหลงเชื่อได้และการที่นายสนธิมีความสนิทสนมกับคุณทักษิณ ย่อมต้องมีข้อมูลเชิงลึกอะไรบางอย่าง โชคสองชั้นคือมีคนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอย่างน้อยสามคนที่มีบทบาทอยู่ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ส่วนอีกสองเป็นรัฐมนตรีคนสำคัญที่มีหน้าที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นความโชคร้ายของนายสนธิที่บุคคลทั้งสามมีความรับผิดชอบสูงที่สำนึกในความสำคัญของประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าการให้ความร่วมมือกับนายสนธิ เพื่อระบายแค้นอันเป็นเรื่องส่วนตัว

 

นายสนธิออกมาเปิดประเด็นลูกแกะหลงทางในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์อันเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้วที่จะแตกหักกับคุณทักษิณ และดูเหมือนทุกอย่างจะมีการวางแผนมารองรับกันอย่างเป็นระบบด้วยความแนบเนียน เนียนชนิดที่เนื้อทองของแม่ละมุนต้องยอมหลีกทางชิดซ้ายให้ เพราะทันทีที่รายการนี้ถูกแบน ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เปิดประตูห้องประชุมให้นายสนธิได้เข้าไปตะเบ็งต่อและเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร รายการของนายสนธิได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วชนิดห้องประชุมธรรมศาสตร์ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้คนที่ไปรับฟังการโจมตีรัฐบาลเพราะเป็นปรากฏการณ์ใหม่จนรายการนี้ต้องย้ายไปจัดที่สวนลุมในเวลาต่อมา

 

นายสนธิได้พัฒนารูปแบบของรายการมาเป็นพันธมิตรกู้ชาติ ด่ากราดคุณทักษิณและรัฐมนตรีร่วมคณะไม่ละเว้นแม้เพื่อนอย่างนายพันศักดิ์ วิญญูรัตน์และนายทนง พิทยะ ในฐานะที่ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลของรัฐบาลที่นายสนธิมีความต้องการนำมาเปิดโปงเพื่อล้มล้าง (แต่มีข้อยกเว้นให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) การโจมตีรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณยิ่งนานวันก็ยิ่งมีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับ เพราะมีน.ต.ประสงค์ฉายาซีไอเอเมืองไทยเป็นผู้กำกับชั้นดีที่คอยช่วยป้อนข้อมูลและสังเกตุการณ์ให้กำลังใจอยู่ข้างเวทีเกือบทุกนัด โดยที่เจ้าหน้าที่แห่งรัฐไม่แสดงทีถ้าว่าจะดำเนินการเอาผิด นายสนธิก็เลยยิ่งมั่นใจในปลอกคอตัวเองถึงขั้นกล้าปลุกระดม“เรารักในหลวง เราสู้เพื่อในหลวง” จนกลายเป็นกระแสท๊าก…ษิณออกไปด้วยความสนุกสนาน

 

นายสนธิมักจะอ้างว่าเอาธรรมนำหน้าเป็นใบเบิกทางทุกครั้งเพื่อให้คนฟังเกิดความเลื่อมใสและดูน่าเชื่อถือ การปลุกกระแสให้ผู้คนเกลียดชังทักษิณ ด้วยการกล่าวร้ายป้ายสีว่า เป็นคนขายชาติทำลายศาสนาและคิดล้มล้างพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำรุนแรงก้าวร้าว หยาบคายและเต็มไปด้วยอารมณ์เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นว่าตัวเองเป็นคนจงรักภักดี ในแต่ละข้อกล่าวหาที่นายสนธิหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีล้วนแต่เป็นเรื่องอ่อนไหวในความรู้สึกของคนไทยทุกคน จนบ่อยครั้งที่เกือบจะกลายเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรงอันเกิดจากอารมณ์ร่วมของผู้ฟัง

 

นายสนธิอาจมีความสามารถหลอกลวงผู้คนได้ทั้งประเทศ แต่นายสนธิคงไม่อาจที่จะหลอกตัวเองได้อย่างแน่นอน ในอดีตเมื่อเกือบ ๓๐ ปีสมัยที่ติดตามนายพอล สิทธิอำนวย และเข้าสู่วงการสื่อใหม่ๆ นายสนธินับได้ว่าเป็นคนท่องราตรีตัวฉกาจคนหนึ่ง ในเวลานั้นโรงแรมเพรสซิเด้นท์ รีเจนท์ (เพรสซิเด้นท์ ฮอลิเดย์อินในปัจจุบัน) สี่แยกราชประสงค์เพิ่งปรับปรุงเสร็จใหม่ๆ เป็นแหล่งชุมนุมนักเที่ยวและคอกาแฟ นายสนธิก็เป็นลูกค้าประจำ (ของใคร) คนหนึ่งที่ต้องแวะไปทุกวัน และแน่นอนที่สุดในฐานะสื่อมวลชนนายสนธิต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากประชาสัมพันธ์ (PR) ของโรงแรมจนนับได้ว่าเป็นขาใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องเหลือบมอง

 

ความเป็นขาใหญ่ของนายสนธิจึงได้พัฒนามาเป็นขวัญใจเด็กเสริฟ นายสนธิมีบุคลิกของความเป็นตั้วเฮีย(พี่ใหญ่) มักจะแสดงตัวเป็นผู้รู้ในทุกเรื่องเช่นเดียวกับทุกวันนี้  จึงเป็นคนที่มีแฟนเยอะเพราะพูดคุยสนุก และจู่ๆ ในคืนวันหนึ่งนายสนธิก็เปิดตำนาน“เสี่ยโอ” ขึ้นมากลางวงสนทนาที่สามารถทำให้ผู้ร่วมวงสนทนาเกิดอาการหูผึ่งด้วยความอยากรู้ เพราะเสี่ยโอที่นายสนธิพูดถึงนั้นหมายถึง(เซ็นเซอร์) นอกจากนี้แล้วนายสนธิยังจาบจ้วงล่วงเกินถึงขั้นเปิดประเด็น(เซ็นเซอร์)ขี้เมาและ(เซ็นเซอร์)ทรงโปรดซิการ์อีกด้วย

 

พฤติกรรมของนายสนธิเมื่ออดีตที่ผมและอีกหลายๆ คนที่รับรู้ในเหตุการณ์คืนนั้น กับในปัจจุบันนี้ที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการชูประเด็นความจงรักภักดี เรารักในหลวงเราสู้เพื่อในหลวงมาเข่นฆ่าทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตเพื่อความสะใจให้สมอารมณ์แค้นอย่างนี้ จะให้ผมสนิทใจเชื่อในความจงรักภักดีของนายสนธิได้อย่างไร ผมไม่อาจที่จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับใครได้ เพราะดูเหมือนนายสนธิบัดนี้ได้กลายเป็นอภิสิทธิชนที่กฏหมายไม่สามารถเอาผิดได้  ผมจึงมีความจำเป็นที่ต้องนำเรื่องนี้มาฟ้องประชาชนโดยผ่านท่านผู้อ่าน อันเป็นหนทางเดียวซึ่งทำให้ผมต้องคิดหนักอยู่หลายวัน

 

ภายหลังเหตุการณ์โค่นล้มรัฐบาลทักษิณสิ้นสุดลง นายสนธิประกาศชัยชนะด้วยการ ทวงบุญคุณว่าหมดค่าใช้จ่ายไปสี่ร้อยล้านอันเป็นเงินของตระกูล ทำให้ผมมีความสงสัยว่าเมื่อนายสนธิเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วเหตุใดในตระกูลคนแซ่ลิ้มคนนี้ยังมีเงินเหลือใช้ให้นำมาถลุงกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเมื่อตอนที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่นั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เฒ่าหัวเกรียนจำลองออกมาโอดครวญเห็นใจนายสนธิด้วยปัญหาเรื่องเงิน จนมีการประกาศขอบริจาค จนทำให้นายสนธิต้องตีหน้าออกอาการขวยเขินต่อหน้าประชาชนหลายหมื่นคนที่มาฟังนายสนธิปราศรัย ผมจึงอยากให้มีการตรวจสอบที่มาของเงินก้อนนี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร เพราะดูไปคล้ายเป็นเงินนอกระบบที่มีการรวมหัวกันลงขันอย่างเป็นขบวนการเพื่อการโค่นล้มโดยตรง

 

เหตุการณ์โค่นล้มผ่านไป ขบวนการโค่นล้มจำนวนหนึ่งที่เคยขึ้นเวทีโจมตีขับไล่คุณทักษิณได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มก๊วน“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่มีนายสนธิเป็นแกนนำหลายคนได้รับเชิญไปอยู่บนตำแหน่ง ส.ว.อันทรงเกียรติ บางคนได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อเอาผิดคุณทักษิณและครอบครัว ที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่ผมรับไม่ได้นั่นก็คือ บุรุษคาบไปป์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่บนตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยวิถีทางระบอบเปรมาธิปไตย (ผมจะไม่มีวันยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เด็ดขาด)

 

นายสนธิถือโอกาสแห่งชัยชนะนี้ทำการโค่นล้มบุคคลที่ตัวเองไม่ชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ หรือหม่อมอุ๋ย โดยเฉพาะหม่อมอุ๋ยหรือม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลนั้น เป็นเป้าถูกโจมตีอันมีสาเหตุจากผลประโยชน์และต่างตอบแทนอันสืบเนื่องมาจากการขัดขวางการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยของนายวิโรจน์ นวลแข ซึ่งเป็นเพื่อนรักของนายสนธิ อันสืบเนื่องมาจากขัดขวางการซื้อหุ้นทีพีไอคืนจากปตท. ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่เป็นผู้สนับสนุนการเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อโค่นล้มทักษิณ

 

นายสนธิปรับเปลี่ยนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์มาเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน (โจรปล้นแผ่น ดิน) เพื่อให้ดูขลังยิ่งขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะจากกระแสท้าก..ษิณออกไปได้สร้างชื่อให้นายสนธิจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงคนหนึ่งในสังคม ด้วยที่นายสนธิมีเชื้อสายเป็นคนจีน จึงกลายเป็นขวัญใจในหมู่มังกรที่หากินกับธุรกิจผิดกฏหมาย จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมนายสนธิจึงเป็นดารารับเชิญที่มีอันต้องไปเป็นแขกประจำแถวเยาวราช อันเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งผิดกฏหมาย ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจนะครับว่าธุรกิจนอกระบบเป็นเรื่องผิดกฏหมายดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องมีการจ่ายค่าคุ้มครองจากอดีตที่มีขบวนการอั่งยี่ที่ทำหน้าที่นี้เปลี่ยนมาเป็นขบวนการเสธ.มาเฟีย แต่เวลานี้บรรดาเสธ.ทั้งหลายต่างง่วนอยู่กับการปกป้องรักษาอำนาจ จึงเกิดมีขบวนการสวมรูป

 

นายสนธิจึงมีอันต้องไปเยาวราชไม่เว้นในแต่ละคืน ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องด้วยอาหารชั้นดีแล้วยังได้เงินกลับบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ มันเป็นพฤติกรรมของโจรชัดๆ จะเป็นยามเฝ้าแผ่นดินได้อย่างไร “เลวทรามต่ำช้าสิ้นดี” (ขอดาบนั้นคืนสนองหน่อย) ผมมีกำหนดในใจว่าจะเขียนบทความเพียงสิบตอน แต่ดูเหมือนว่าจะจบไม่ลง เพราะเนื้อที่ส่วนใหญ่ได้ถูกใช้ไปกับวายร้ายแห่งตระกูลลิ้ม ก็เลยจำเป็นต้องขอเขียนต่ออีกหนึ่งตอน เพื่อให้เรื่องราวของเปรมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

อาคม ซิดนี่ย์
arkomsydney@yahoo.com.au
copyright © arkomsydney 2007 

Google Docs & Spreadsheets — Web word processing and spreadsheets.

Edit this page (if you have permission) | Report spam 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: