ผมจะดูหมิ่นพล.อ.เปรม แต่ไม่ดูหมิ่นประธานองคมนตรี

         

คำให้สัมภาษณ์ของนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ผ่านสื่อมวลชน อ้างว่า มีใบปลิวโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง
ทำให้สังคมเกิดความสงสัยโดยทั่วกันว่า นายชวนมีวัตถุประสงค์ใดกันแน่

           แม้นายเทพไท
เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะออกมาแก้เกี้ยวแถลงข่าว
ยืนยันคำพูดของ นายชวน โดยนำบทความเรื่อง "ก้อนกรวดในรองพระบาท" ที่มีการกล่าวพาดพิง พล.อ.เปรม มาออกแจกจ่ายต่อสื่อมวลชนในภายหลัง ว่าคือใบปลิวที่นายชวนพูดถึง

           แต่พยานหลักฐานที่นายเทพไท
นำมาแสดงนั้น คงไม่สามารถแก้เกี้ยวให้กับนายชวนได้
เหตุเพราะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าบทความเรื่อง"ก้อนกรวดในรองพระบาท" นั้น ปรากฏอยู่ในเวบไซต์ Hi-thaksin มาตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2550  (อ่านบทความก้อนกรวดในรองพระบาท คลิ๊กที่นี่)

           จึงมีประเด็นให้ชวนสงสัยว่า
เหตุใดนายชวน หลีกภัย
จึงเพิ่งคิดที่จะนำเรื่องดังกล่าวมาเปิดเผยและนำมาเป็นประเด็นในตอนนี้
ทั้งที่เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานนับปี
แท้จริงแล้วนายชวนมีวัตถุประสงค์ใดกันแน่ เป็นความประสงค์ดี หรือประสงค์ร้ายต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้

           เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า
พล.อ.เปรมนั้น มีสถานะเป็นถึงประธานองคมนตรี
ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ที่เหล่าข้าราชการ
โดยเฉพาะเหล่าทหารหาญ ให้ความเคารพอย่างสูงยิ่ง

           การที่นายชวน
หลีกภัย นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น
ทำให้สังคมเกิดความสงสัยในพฤติกรรมของคนในพรรคประชาธิปัตย์ว่า
ต้องการสร้างความแตกแยกในสังคม เพื่อให้ประชาชนแบ่งขั้ว
เลือกข้างใช่หรือไม่ 

           เพื่อไม่ให้ประชาชน และคนทั่วไปเกิดความสงสัย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะนำบทความเรื่อง "ผมจะดูหมิ่นพล.อ.เปรม แต่ไม่ดูหมิ่นประธานองคมนตรี" มาให้หลายๆ ท่าน ได้อ่านทบทวนกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าบทความ "ก้อนกรวดในรองพระบาท"
นั้น ไม่ได้ให้ร้าย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในสถานะประธานองคมนตรี
เป็นการกล่าวพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ในสถานะหัวหน้าคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

             เชิญทุกท่านอ่านบทความ "ผมจะดูหมิ่นพล.อ.เปรม แต่ไม่ดูหมิ่นประธานองคมนตรี" กันได้ตามสบายนะครับ

 

( อ่านพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะองคมนตรี วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ.2547 คลิกที่นี่ )

           ช้าก่อนเหล่าท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

           ช้าก่อนเหล่าบรรดาทาสในเรือนเบี้ยของจอมเผด็จการ

           ช้าก่อนเหล่าท่านทั้งหลายที่กำลังเห็นดีเห็นงามกับการเสนอร่างกฎหมายเพิ่มโทษแก่ผู้ดูหมิ่นประธานองคมนตรี และองคมนตรี

           อย่าได้ผลีผลาม อย่าได้ทำอะไรให้มันดังโครมคราม ตูมตามกันแบบนี้

           เจตนาดีที่ท่านตั้งใจทำให้แก่ผู้มีพระคุณของท่าน จะกลับกลายเป็นการมุ่งประสงค์ร้ายในภายหลัง

           ท่านต้องช้าก่อน ช้าเพื่อที่จะอ่านพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พระราช ทานแก่คณะองคมนตรี ในโอกาสที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดทำเนียบองคมนตรี
ที่พระราชอุทยานสราญรมย์ เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2547
ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

           “…ขอให้ท่านระมัดระวังคำพูด
ในคำวินิจฉัย ในความเห็นที่ให้ในที่ประชุมองคมนตรีและที่ข้างนอกด้วย
หมายความว่ากับคนทั่วๆไป ข้าราชการ และประชาชนที่รอฟังความเห็นของท่าน
แต่ที่พูดไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี เป็นความเห็นของผู้ที่มีความรู้
แต่ในที่สุดก็ต้องสรุปว่าท่านทุกท่านมีความรับผิดชอบในตัวเองและในราชการชั้นสูงที่สุด
ให้คนมีความไว้ใจได้ ให้คนมีความอุ่นใจว่ามีคนในประเทศที่มีความ สามารถ
และมีความรู้ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านระมัดระวังในความคิด ในวาจา
และการกระทำทุกอย่างให้เป็นตัว อย่างและเป็นประโยชน์กับส่วนรวม…”
           ( อ่านพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะองคมนตรี คลิกที่นี่ )

        
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งองคมนตรี พระราชทานแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่องคมนตรี
โดยแยกแยะให้ทราบว่า เมื่อใดที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองคมนตรี
และเมื่อใดที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้พูด
ไม่ได้แสดงความเห็นในฐานะองคมนตรี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มีรู้
ความสามารถเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เท่านั้น

        
  จากพระราชดำรัสองค์นี้ จึงทำให้เราได้ทราบว่า
บุคคลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี นั้น
มิได้หมายความจะเป็นองคมนตรีตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน หรือ เป็นองคมนตรี 30
วัน ใน 1เดือน และย่อมไม่ใช่องคมนตรี 365 วัน ใน 1 ปี แต่จะเป็นองคมนตรี
ก็เฉพาะในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และ
ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนพระองค์
ตามที่ได้รับพระราชทานภารกิจให้ปฏิบัติเท่านั้น

           ในโอกาสเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสด้วยว่า…

           “…องคมนตรี
ก็ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น
เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหากษัตริย์เท่านั้นเอง
ไม่ใช่ว่าจะต้องไปแนะนำคนอื่น ถ้าแนะนำคนอื่น เป็นการแนะนำเป็นส่วนตัว
ไม่ใช่ในฐานะองคมนตรี แต่ว่าเป็นในฐานะผู้ที่ปฏิบัติงานมามากแล้ว
จึงได้รับเลือกเป็นองคมนตรี คือหมายความเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี
มีความรู้ดี คนย่อมอยากฟังคำวินิจฉัยของท่าน ฉะนั้นการวินิจฉัยใดๆ
ทั้งในฐานะองคมนตรี ทั้งกับคนอื่น มีความสำคัญมาก
เพราะว่าคนเขาเชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์
และเป็นผู้ที่มีพิจารณาถ่องแท้อย่างตรงไปตรงมาและอย่างซื่อสัตย์สุจริต
ฉะนั้นก็หน้าที่ของท่านก็คือทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรู้
ผู้มีความสามารถในวิชาการทั้งหมด ในชีวิตราชการและในชีวิตธรรมดา….”

           จากพระราชดำรัสองค์นี้ ในตอนนี้ ทำให้เข้าใจได้ว่า ในขณะที่องคมนตรี ไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบการธุรกิจ ย่อมเป็นการกระทำในฐานะบุคคลธรรมดา ในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะองคมนตรี และมิใช่ในฐานะผู้แทนพระองค์ แม้กระทั่งไปแสดงปาฐกถา
ไปบรรยาย ไปอภิปราย ทั้งในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร สมาคม ชมรมต่างๆ
แม้กระทั่งในกองทัพ หรือ รัฐบาล ก็มิใช่ในฐานะองคมนตรี
และมิใช่ในฐานะผู้แทนพระองค์
หากไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้ไปดำเนินการในฐานะผู้แทนพระองค์

        
  ดังเช่น การไปบรรยายให้นักเรียนนายร้อยทหารบก นักเรียนนายเรืออากาศ
นักเรียนนายเรือ นักเรียนนายร้อยตำรวจ
ด้วยเรื่องราวและภาษาที่ปลุกขวัญกำลังใจทหารให้กระด้างกระเดื่อง
ไม่ฟังคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ไม่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล
แยกกองทัพออกมาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาล ก็ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองคมนตรี หากแต่เป็นการพูดจาในฐานะส่วนตัว ในฐานะผู้ที่มีความรู้ ความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากองทัพ

        
  กระทั่ง การเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะรัฐประหาร ในการก่อการรัฐประหาร หรือ
การนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้า
กราบบังคมทูลถวายรายงานการยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ก็ไม่ใช่การปฏิบัเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
เพราะเป็นการกระทำต่อตัวบุคคลซึ่งเป็นสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง
มิใช่การกระทำต่อองคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์
ติหน้าที่ในองคมนตรีหรือผู้แทนพระองค์

           เฉกเช่นเดียวกัน การที่มีประชาชน
ไปชุมนุมที่หน้าพักสี่เสาเทเวศร์ เพื่อเรียกร้องให้ชี้แจงข้อกล่าวหา
คำครหาว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีส่วนร่วมกับการรัฐประหารจริงหรือไม่
ก็เป็นการเรียกร้องต่อพล.อ.เปรม ในฐานะส่วนตัว
มิใช่เรียกร้องต่อประธานองคมนตรี

        
  ประชาชนแยกแยะได้ว่าการเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร
มิใช่ภารกิจที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ การปฏิบัติตนของพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 และต่อเนื่องมาอีกหลายวัน ที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ
จัดรัฐบาล แต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล ล้วนเป็นการกระทำในฐานะส่วนตนทั้งสิ้น
มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานองคมนตรี
และมิใช่ผู้แทนพระองค์ อย่างเด็ดขาด

        
  ดังนั้น การกล่าวหา การแจกเอกสารสมุดปกม่วง การปราศรัย การเรียกร้อง
การชุมนุมประท้วงขับไล่ เข้าชื่อถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ที่ไปร่วมวางแผนยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 และบัญชาการคณะรัฐประหาร จึงเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
เพราะเป็นการกระทำต่อตัวบุคคลซึ่งเป็นสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง
มิใช่การกระทำต่อองคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์

           หาก
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เห็นว่าตนได้รับความเสียหาย
ก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย
ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
(ที่เหลืออยู่อีกไม่นานนัก) ของตนเองได้ แต่จะมาใช้กฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองในฐานะประธานองคมนตรีไม่ได้ เพราะข้อกล่าวหาที่ประชาชนมีต่อพล.อ.เปรม เป็นข้อกล่าวหาต่อตัวบุคคล มิใช่ข้อกล่าวหาต่อตำแหน่งประธานองคมนตรี

           ประเด็นนี้ต้องแยกแยะกันให้ดี ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องการเพิ่มโทษผู้ที่ดูหมิ่นประธานองคมนตรี
และ องคมนตรี เพราะในขณะที่เรียกว่าเป็นองคมนตรีนั้น
แสดงว่าท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้พระราชทานภารกิจให้เป็นผู้แทนพระองค์
หรือ กำลังถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์
ซึ่งผมเชื่อว่าภารกิจที่พระมหากษัตริย์มอบหมายให้องคมนตรีแต่ละท่านกระทำ
ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
มิใช่ภารกิจที่เป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษแก่ประชาชนอย่างแน่นอน

        
  ดังนั้นในขณะที่ท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานองคมนตรี หรือ เป็นองคมนตรี
หากมีผู้ใด ไปกล่าวหาให้ร้าย ดูหมิ่น
ท่านขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ ผมก็เห็นด้วยว่าต้องลงโทษให้หนัก
เพราะการกล่าวหาให้ร้ายดูหมิ่น ประธานองคมนตรี หรือองคมนตรี
ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์
ต้องถือว่าเป็นการไม่เคารพไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น
เดียวกัน

        
  แต่หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่
หรือภารกิจที่ไม่ได้กระทำในฐานะผู้แทนพระองค์ ไม่เป็นองคมนตรี แล้ว
ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษแก่ผู้ดูหมิ่นบุคคลที่มีตำแหน่งเป็นองคมนตรี
และ ประธานองคมนตรี เพราะผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี ก็คือบุคคลธรรมดา เป็นสามัญชน มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์ เช่น พระโอรส พระธิดา หรือ พระเจ้าหลานเธอ

        
  บุคคลผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี และ
ประธานองคมนตรี มีความแตกต่างจาก พระบรมวงศานุวงศ์ ตรงที่ บุคคลผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งเป็นองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี เป็นบุคคลธรรมดา
ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
มิใช่เป็นมาโดยกำเนิด หรือเป็นโดยการสืบสันตติวงศ์ เช่นพระบรมวงศานุวงศ์

           องคมนตรี
และ ประธานองคมนตรี
เป็นเพียงตำแหน่งที่ใช้เรียกบุคคลที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์
เท่านั้น เมื่อตายไป ก็หมดหน้าที่ และไม่มีตำแหน่งติดไปด้วย
แต่
พระบรมวงศานุวงศ์ มิใช่ตำแหน่ง
หากแต่เป็นการสืบเชื้อสายพระโลหิตแห่งพระราชวงศ์ แม้จะล่วงลับไปแล้ว
ก็ยังคงไว้ซึ่งพระอริยยศและพระนาม ตลอดกาล

        
  บุคคลผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี และ
ประธานองคมนตรี กับ พระบรมวงศานุวงศ์ จึงไม่ควรจะนำมาเปรียบเทียบ หรือ
จัดให้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือ
อ้างหลักการ เหตุและผล ในเรื่องเดียวกัน

           เพราะการดูหมิ่น พระบรมวงศานุวงศ์ ก็เท่ากับการดูหมิ่นพระราชวงศ์ แต่การดูหมิ่นองคมนตรี หรือ ประธานองคมนตรี ก็คือการดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ที่กฎหมายกำหนดบทลง โทษไว้แล้ว

           แม้จะมีตำแหน่งเป็นองคมนตรี หรือ ประธานองคมนตรี แต่ก็ยังเป็นบุคคลธรรมดา เป็นสามัญชน นั่นเอง

           การอ้างเหตุในการแก้ไขกฎหมาย
ว่าเพื่อป้องกันการดูหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์
จึงมีการเพิ่มโทษผู้ดูหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นเหตุผลที่รับฟังได้
เนื่องจากไม่นานมานี้
มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อพระราชวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์
ปล่อยข่าวว่าทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้าย ทำให้ประชาชนสับสน และเข้าใจผิด
ซึ่งบุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น สมควรแล้วที่จะถูกลงโทษอย่างหนัก
และรุนแรงที่สุดเท่าที่กฎหมายจะกำหนดบทลงโทษได้
เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีความจงรักภักดี

           แต่การอ้างเหตุเพื่อปกป้องพระราชวงศ์
พระบรมวงศานุวงศ์ แล้วสอดไส้ให้มีการลงโทษผู้ดูหมิ่นองคมนตรี
และประธานองคมนตรี เข้าไปด้วย เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

อีกทั้งยังไม่มีการแยกแยะ หรือมีนิยามบ่งบอกให้ชัดเจนว่า
ที่กำหนดบทลงโทษนั้น
เป็นการลงโทษผู้ดูหมิ่นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี และ
ประธานองคมนตรี หรือ ลงโทษผู้ดูหมิ่นองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี
ขณะปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ และขณะถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์

        
  ประเด็นนี้ต้องพูดกันให้ชัด ไม่ควรทำให้กำกวม ไม่ควรทำให้เคลือบแคลง
ทำให้เกิดการโต้แย้งได้
เพราะจะกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        
  เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกว่าขอให้ช้าไว้ก่อน
สำหรับเหล่าทาสในเรือนเบี้ยทั้งหลาย ต้องการสนองพระเดชพระคุณพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา
ในครั้งนี้มากที่สุด เพราะเป็นองคมนตรี คนเดียวที่ถูกกล่าวหา ถูกครหา
ถูกตรวจสอบ ถูกนำข้อมูลส่วนตนมาเปิดเผยมากที่สุด ก่อนที่จะใช้ข้ออ้างทำเพื่อพระบรมวงศานุวงศ์ มาปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งเช่นที่ท่านกำลังคิดแผนการและกำลังจะกระทำกันอย่างอุกอาจในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

           พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ไม่เคยถวายชีวิตเพื่อราชบัลลังก์ แต่ใช้ราชบัลลังก์
เพื่อคุ้มครองชีวิต มาโดยตลอด และครั้งนี้ก็กำลังจะใช้พระบรมวงศานุวงศ์
เป็นเหตุปกป้องตัวเองอีกแล้ว

        
  ผมจึงอยากให้ท่านอ่านพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ผมอัญเชิญมาไว้ข้างต้น
ก่อนที่ท่านจะผลักดันและร่วมกันแก้ไขกฎหมายให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ได้รับผลประโยชน์เพียงคนเดียว ภายใต้พระบารมีแห่งพระราชวงศ์จักรี และจะทำให้พล.อ.เปรม มีสถานะใกล้เคียงพระบรมวงศานุวงศ์มากขึ้นไปอีก ซึ่งนี่เป็นเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของพล.อ.เปรม มานานแล้ว

           เพื่อเตือนสติเหล่าทาสในเรือนเบี้ยของจอมเผด็จการ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตอบแทนคุณพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผมขออัญเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 มาให้ท่านได้อ่านกันอีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า..

        
  “ความจริง The King can do no wrong คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก
เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong ไม่ได้ do wrong
แสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้ สำคัญที่สุด
ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง และเขาบอกว่า do no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา
เพราะการทำอะไร ถ้าคนเราถือว่าต้องมีสติ คือ หมายความว่า รู้ว่าทำอะไร
คิดอะไร และไม่ปล่อยให้ผิดออกมา ก็ไม่ผิด ผิดไม่ได้
อันนี้ก็เป็นการพูดว่าข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด
ถ้าสมมติพูดผิดเพราะไม่รู้ แต่ผิดโดยรู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้ไม่ดี
แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ขอโทษนะ พูดไม่มีสติ ขาดสติ คือ ไม่ระวังตัว
ทีหลังก็เสียใจ

        
  เมื่อก่อน ก่อนจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง
แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ ฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง
เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ตายแล้ว ลำบาก
ต้องระวัง ไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เรียกว่าการเมือง
หรือการอยู่ในสายตาของคน สายตาคนฆ่าได้ ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย
ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไมการที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง
can do no wrong

        
  ทุกคนก็มีฐานะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเดอะคิงเก่ง แต่ทุกคนก็มีส่วนเก่ง
เพราะมีตำแหน่งรับ รับตำแหน่งสูง ได้รับเหรียญตรา และคนชี้คนๆ นี้สูงมาก
มียศศักดิ์ เดอะคิงเป็นยศศักดิ์สูง แต่คนที่อยู่ในที่นี้ ยศศักดิ์ทั้งนั้น
ไม่ระวังตัวก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวัง ไม่ใช่คนที่นึกว่า
คนนั้นเขาต้องตายแน่ เพราะไม่ระวัง ทุกคนตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวสุดท้าย
จนหลังแถว จนถึงข้างนอก ทุกคนถ้าไม่ระวังก็มีอันตราย

        
  ที่พูดอย่างนี้อาจแปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง จริงๆ ไม่แช่ง สงสาร
เพราะถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย เพราะฉะนั้นจึงขอร้องอย่างเดียวว่า
มาวันนี้ให้ระวัง ๆ ระวังที่จะคิด จะพูด ที่ทำ เรื่องที่มี
และก็บอกในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บอกว่า ที่เดอะคิงทำอะไร
ก็ไม่วิจารณ์ และเขาบอกอย่าวิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรไป
ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดี ไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่าทำดีแล้ว

        
  แต่แท้จริง ที่พูด ที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์เดอะคิง
ต้องบอกว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร
ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้อง
ว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้
แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด
เป็นการถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ approve พระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบด้วย

        
  แต่ไม่เคยมีใครมาบอกเห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก
แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว
ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้
เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้
ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน
ถ้าบอกไม่วิจารณ์ แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร

        
  ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก
ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาดๆ
ถ้าขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด
ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน
ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน ฉะนั้น ก็ที่บอกว่าการวิจารณ์
เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด
เขาก็ถูกประชาชนบอม คือ เป็นเรื่องของขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร
ถ้าเขาวิจารณ์ถูกไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิดไม่ดี

        
  แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด
ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้าย
ก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า
ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์
ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย
พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันก็ยังไม่กล้า
สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ
ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง
แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่
ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย

        
  ฉะนั้น ก็บางโอกาสขอให้ละเมิด จะได้รู้กันว่าใครดี ใครไม่ดี
นี่พูดเลยเถิด พูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ ไม่ต้องกลัว
เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้า
พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด
คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวคนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข
นี่ผิดตรงนี้ ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น
ในเมืองไทยนี่ คนไหนที่ทำอะไรไม่เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก
ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ

        
  ถ้าเป็นข้าราชการ ก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ
ทีมีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ
หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิดเรื่องเข้าคุก แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว
ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน
เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่
พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก
เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย
ที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า
ต้องเข้าคุก

        
  ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า
ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก
เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี
อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิด ก็บอกให้เข้าคุก
ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ
ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ
ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ
ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย
หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง
เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน

        
  อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ และถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน
พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง
ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ
ก็สอนนายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี
ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน
อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ไม่รู้นะ เขาทำผิด
เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และเดือดร้อนจริงๆ
เพราะใครมาด่าเราชอบไหม ไม่ชอบ

        
  แต่ถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษ แย่เลย
แล้วนักกฎหมายต้องการให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์ ทำไป ทำมา เอาวะ
เขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรเดือดร้อน
แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องนายกฯ
แต่ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะต้องเป็นคนจัดการ
ยุ่งอย่างนี้ กฎหมายก็สอนนายกฯ มาอย่างนั้น สอนว่าใคร ใครด่าเรา
เราต้องด่าเขา นี่พูดชักจะไม่ดี ชักจะเป็นส่วนตัว
เราเองก็ไม่ขอบอกว่าควรจะทำอะไร ควรรู้…”

        
  แม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงตรัสว่าพระมหากษัตริย์
ก็ผิดได้ ทรงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า The King can no do wrong
ทรงเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
เป็นการทำให้พระมหากษัตริย์ตกอยู่ในอันตราย
และเห็นว่าผู้อื่นก็สามารถวิพากษ์ วิจารณ์
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ได้ แต่ต้องบอกได้ว่าผิดอย่างไร
ถ้าบอกว่าผิด แต่บอกไม่ได้ว่าผิดอย่างไร ก็เป็นการละเมิด เพราะไม่มีเหตุผล
และที่ทรงย้ำหลายครั้งหลายหนก็คือ การฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และการลงโทษผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เป็นการทำให้พระมหากษัตริย์ทรงเดือดร้อน…”
           ( อ่านพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะองคมนตรี วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 คลิกที่นี่ )

        
  อ่านพระราชดำรัสทั้งสององค์ที่ผมอัญเชิญมานี้แล้ว
เหล่าทาสในเรือนเบี้ยในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ยังมีความคิดที่จะต้องออกกฎหมายปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อีกหรือไม่

           ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ยังทรงพร้อมรับคำวิจารณ์ที่มีเหตุและผล แล้วพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นใคร
จึงรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนไม่ได้

           ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงไม่เห็นด้วยกับการฟ้องร้องลงโทษผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ เป็นใคร จึงต้องมีการเพิ่มโทษผู้ดูหมิ่นประธานองคมนตรี

           ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเห็นว่าใครก็ตาม รวมถึงพระมหากษัตริย์ หากละเมิดไม่ได้
ก็จะกลายเป็นคนที่เสีย แล้วพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นใคร
ประชาชนจึงละเมิดไม่ได้

        
  เพราะผมได้อ่านพระราชดำรัสทั้งสององค์นี้และทำความเข้าใจอย่างดีแล้ว
ผมจึงกล้าพอที่จะบอกว่า ผมพร้อมที่จะดูหมิ่น
และละเมิดอย่างมีเหตุมีผลต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พร้อมที่จะชี้ความผิด
และกล่าวหาว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้กระทำความผิด
โดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษว่าจะเพิ่มขึ้นไปให้รุนแรง ร้ายแรงเพียงใดก็ตาม

           แต่ผมจะไม่ดูหมิ่น
ไม่ละเมิด ไม่วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ในขณะปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรี ขณะเป็นผู้แทนพระองค์ อย่างเด็ดขาด

           ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา นับแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงบัดนี้ ผมไม่เคยเห็นภาพ ไม่เคยอ่านข่าว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานองคมนตรี หรือเป็นผู้แทนพระองค์ แม้แต่ครั้งเดียว

           ผมเห็นแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บุคคลผู้มีตำแหน่งประธานองคมนตรี เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ทั้งก่อนและหลัง จวบจนขณะนี้ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดกระทำการที่ทำให้เสื่อมเสียต่อตำแหน่งประธานองคมนตรี

           เพราะฉะนั้น ผมจึงกล่าวหา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และเป็นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ ที่ว่าจักปกป้องรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 แต่กลับกระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน
ด้วยการร่วมฉีกทำลายรัฐธรรมนูญ ด้วยมือตัวเอง ซึ่งผมตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่จงรักภักดี และไม่สมควรเป็นองคมนตรีอีกต่อไป

          
เพราะฉนั้นไม่ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษหรือไม่ก็ตาม
ก็ไม่สามารถห้ามได้สำหรับผม
ที่จะดูหมิ่นบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่จะเป็นองคมนตรีหรือประธานองคมนตรี
แม้ว่าจะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็ตาม  เพราะการปล่อย
การละเลยที่จะวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ให้กระทำผิดต่อๆไป จะทำให้เสื่อมเสียไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วย 
ซึ่งผมยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้   

           ผมจะดูหมิ่นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต่อไป แม้ท่านจะหมดลมหายใจแล้ว ผมก็จะไม่อภัยให้ เว้นเสียแต่ผมจะหมดลมหายใจไปเสียก่อน

ที่มา

http://www.hi-thaksin.net/contentdetail.php?ParamID=74064

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: