ประชาไท”โอดสูญ 5 ล้านหลังโดนศอฉ.ปิดเว็บ 258 วัน โวยถูกลิดรอนสิทธิ-ตัดโอกาสทางธุรกิจ

“ประชาไท”โอดสูญ 5 ล้านหลังโดนศอฉ.ปิดเว็บ 258 วัน โวยถูกลิดรอนสิทธิ-ตัดโอกาสทางธุรกิจ

ตามที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2553 ทำให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ออกคำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์กว่า 37 ยูอาร์แอล (URLs) รวมถึงเว็บไซต์ประชาไท (www.prachatai.com) ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2553 เป็นต้นมานั้น

วันนี้ (22 ธันวาคม 2553) เวลา 11.00-12.00น. ทางเว็บไซต์ประชาไทได้จัดแถลงข่าวถึงผลกระทบและมูลค่าความเสียหายอันเนื่อง มาจากการถูกปิดกั้นเว็บไซต์มานานกว่า 8 เดือน ณ ห้องประชุม สำนักงานว็บไซต์ประชาไท อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เขตห้วยขวาง

จีรนุช เปรมชัยพร
นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า จากการที่เว็บไซต์ประชาไทถูกปิดกั้นการเข้าถึงครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา หากประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 2 หมื่นบาท ซึ่งขณะนี้ประชาไทได้ยื่นฟ้องรัฐบาลและ ศอฉ. ต่อศาลยุติธรรม และขณะนี้คดีกำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุธรณ์ รวมถึงเกิดความเสียหายทางด้านจิตใจของบุคลากรในองค์ ชื่อเสียงของเว็บไซต์ นอกจากนี้ประชาไทยังสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ การให้บริการข่าวเอสเอ็มเอส ซึ่งผู้ให้บริการทางเอสเอ็มเอสได้แจ้งยุติการให้บริการโดยอ้างเหตุการณ์ที่ เว็บไซต์ประชาไทถูกคำสั่งปิดจาก ศอฉ. และการหารายได้จากการโฆษณา ที่เพียงไม่กี่วันก่อนที่จะมีคำสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ ประชาไทได้ประชาสัมพันธ์การขายพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ไปแล้ว

ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า จากความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของ รัฐบาล จนนำไปสู่การริดรอนสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงต่อ สาธารณชน และการที่เว็บไซต์ประชาไทและอีกหลายเว็บไซต์ถูกปิดกั้นนั้นพบว่าในหลายกรณี เป็นการปิดกั้นในลักษณะครอบคลุมกว้างขวาง ซึ่งหลายกรณีไม่ได้เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองแต่ อย่างใด เช่นเว็บไซต์ที่ให้บริการถ่ายทอดสด การปิดกั้นเนื้อหาที่นำเสนอรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุม รวมถึงการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามและสลายการชุมนุม เว็บบอร์ดต่าง ๆ การรายงานข่าวของนักข่าวในสนาม มากกว่านั้นคือการสัมภาษณ์พยานในเหตุการณ์วัดปทุมวนารามของประชาไท และการรายงานของนักข่าวพลเมืองที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งบันทึกวีดีโอเพื่อ บอกเล่าเหตุการณ์ผ่าน youtube และ vimeo

“ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกการ บังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประชาไทเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอผลกระทบและมูลค่าความเสียหาย อันเนื่องมาจากคำสั่งปิดกั้นสื่อภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินไปตามหลัก แห่งความเป็นธรรมทางกฎหมายมากกว่าจะเป็นไปในลักษณะตามอำเภอใจ ดังที่ได้เกิดขึ้นในห้วงเวลากว่า 8 เดือน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลอย่างจริงจังแล้วมีเว็บไซต์ที่ถูกปิดกว่า 2,200 เว็บไซต์ รวมถึงช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ในส่วนประชาไท ได้เปลี่ยนชื่อเว็บทั้งหมด 8 ครั้ง เว็บบอร์ดอีก 3 ครั้ง ก่อนจะตัดสินใจปิดเว็บบอร์ดในวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา” น.ส.จีรนุช กล่าว

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ด้านนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า ทางเว็บไซต์ได้พยายามต่อสู้ดิ้นรนมาโดยตลอด มีการเปลี่ยนโดเมนเนมมาหลายครั้ง แต่เว็บไซต์ก็ไม่สามารถเข้าได้ ขณะเดียวกันเว็บไซต์ประชาไทก็เป็นเว็บไซต์ที่ไม่แสวงหากำไร แต่กำลังจะนำร่องหารายได้เพื่อเป็นต้นแบบสื่อเสรีภาพให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่ในเมื่อเว็บไซต์ถูกปิดกั้นนั้น ไม่เพียงแต่ลิดรอนสิทธิแล้ว ยังเป็นการทำลายพัฒนาการของสื่อมวลชนไทยอีกด้วย รวมถึงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ นักข่าวเกิดความกลัวภายใต้ความไม่มีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ส่วนการขายพื้นที่โฆษณานั้นจะไม่จำกัดนายทุนที่ต้องการเข้ามาผูกขาด และจะกระจายทุนอย่างเท่าเทียมกัน

“สิ่งที่สำคัญที่สื่อมวลชนจะต้องตระหนัก และร่วมกันเฝ้าตรวจสอบคือ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าจาก ศอฉ.มาเป็น ศตส. โดยอาศัยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในแทนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้อำนาจพิเศษตามกฎหมายซึ่งมีลักษณะพิเศษกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและความมั่น คงของพลเมืองยังคงมีอยู่ ทั้งนี้เชื่อว่าขอบเขตอำนาจของพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในจะไม่มีอำนาจในการปิด กั้นสื่อ และเมื่อมีการยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลนั้นย่อมถือว่าการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์หลายหมื่นยูอาร์แอล (URLs) ไม่มีกฎหมายรองรับแต่อย่างใด หากจะนำกฎหมายมาใช้ก็ควรใช้ให้เป็น ท้ายที่สุดแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การปิดกั้นสื่อได้” นายชูวัสกล่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: