มติครม.กับการก้าวล่วงอำนาจศาล และปิดกั้นความยุติธรรมที่ต้องให้แก่ประชาชน

มติครม.กับการก้าวล่วงอำนาจศาล และปิดกั้นความยุติธรรมที่ต้องให้แก่ประชาชน
โดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ

บทความนี้ผู้เขียนมิได้โต้แย้งการประกันตัวผู้ต้องหา แต่ประสงค์จะเสนอหลักวิชาการเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐ ธรรมนูญ และการให้ประกันตัวผู้ต้องหากับสิทธิของประชาชนที่จะได้รับความยุติธรรมใน การให้ประกันตัวผู้ต้องหา กับความเป็นอิสระของศาล

การชุมนุมของผู้ชุมนุมในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ซึ่งได้ขยายผลในการชุมนุม มีการใช้อาวุธ มีการตายและบาดเจ็บเกิดขึ้น ตั้งแต่การชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน บริเวณสี่แยกคอกวัว จนการชุมนุมต่อเนื่องกันมาที่สี่แยกราชประสงค์ ถึงสี่แยกศาลาแดง ถึงสี่แยกประตูน้ำ ถึงสี่แยกปทุมวัน และถึงสี่แยกหลังสวนหรือสี่แยกชิดลม การชุมนุมสาธารณะดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นการชุมนุมโดยอาศัยเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า “ บุคคลย่อมมี “เสรีภาพ” ในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติถึงการ “มีสิทธิ” หรือ “การใช้สิทธิ” ที่จะชุมนุมไว้แต่อย่างใด การใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้น จึงต้องอยู่ในบังคับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

การชุมนุมที่จะกระทำได้และไม่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามรัฐธรรมมาตรา 28 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ชุมนุม “มีสิทธิ” และ “มีหน้าที่” ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 69 – 74 เท่านั้น และการจะใช้สิทธิและหน้าที่ที่จะชุมนุมสาธารณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรคแรก ดังกล่าวได้ จะต้องมีเหตุเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการมีการกระทำอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญของบุคคลอื่น เพื่อล้มล้างการปกครองหรือมีการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศ

โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้มาตรา 68 วรรคแรก หรือ คณะรัฐมนตรี ( รัฐบาล )หรือองค์กรของรัฐไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐทำให้ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 – 87 แล้ว ผู้ชุมนุมก็มีสิทธิและหน้าที่ที่จะชุมนุมสาธารณะได้ และไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 การชุมนุมโดยไม่มีเหตุที่จะอ้างถึงสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว การชุมนุมสาธารณะดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐ ธรรมนูญ ทั้งไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 แต่อย่างใด

การชุมนุมที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้วว่า เป็นการชุมนุมทางการเมืองของนักการเมืองฝ่ายค้าน(บางคน) มีการก่อความรุนแรง ใช้อาวุธ มีการเผาอาคารบ้านเรือน ร้านค้าของประชาชน ปิดการจราจร แบบถาวรโดยการยึดถนนบางสายไว้ทั้งหมด บุกโรงพยาบาล ปิดกั้นทางเข้าโรงพยาบาล ยิงอาวุธร้ายแรงเข้าสู่ฝูงชนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่รวมตัวกันขับไล่ ไม่ให้มีการชุมนุม จนถึงกับมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย เผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดกลุ่มควันดำมืดกลางใจเมืองหลวง เป็นประเทศมิคสัญญี

การชุมนุมดังกล่าวเป็นการก่อความวุ่นวาย การจลาจลก็เพื่อกดดันทางการเมืองให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง เป็นการชิงอำนาจกันในทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการชุมนุมสาธารณะตามความหมายแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 63 แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก และสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรคการเมืองอย่างยิ่ง เพราะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิที่จะร้องขอในฐานะเป็นตัวการของผู้ แทนราษฎร ให้ประธานกกต.ดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของผู้แทนของตนเพื่อให้ ดำเนินการยุบพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญและตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้

รัฐโดยฝ่ายบริหารได้ตั้งข้อหาผู้ชุมนุมในข้อหาก่อการร้าย ( ซึ่งอาจมีข้อหาอื่นๆด้วย)มีการออกหมายจับและคุมขังผู้ต้องหาจำนวนมาก [ แต่จำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็น เวลานาน และเปรียบเทียบกับการตายการบาดเจ็บของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในทางราชการกับความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน ที่อยู่ในหรือเกี่ยวข้องในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ ] การขังผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินกระบวนการทางอาญาจึงเป็นการขัง โดยอำนาจศาล ซึ่งมีมาตรการทางกฎหมายตามหลักอาชญาวิทยาและฑัณทวิทยา

ทั้งนี้เพื่อมิให้อาชญากรนั้นออกไปอยู่ร่วมกับสังคมภายนอก โดยที่อาชญากรนั้นเป็นอันตราย หรือมีพฤติการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสังคมภายนอก จึงต้องจำกัดสถานที่เพื่อแยกอาชญากรนั้นออกจากสังคม และเพื่อให้หลาบจำในการกระทำความผิดในชั้นหนึ่งก่อน และตามหลักวิชาการทางกฎหมายอันเป็นหลักสากลที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในการให้ ประกันตัวผู้ต้องหานั้น รัฐ (หมายถึงองค์กรของรัฐทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งฝ่ายบริหารและศาล) จะต้องคำนึงถึงการรักษาผลประโยชน์ได้เสียของสังคม โดยรัฐจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า ผู้ต้องหาจะไม่ไปกระทำความผิดเดิมนั้นเพิ่มอีก หรือไปกระทำความผิดอื่นๆอีกในระหว่างการประกันตัว ( Commit further crimes or any crimes before trial )

รัฐจะต้องดำเนินการโดยคำนึงความปลอดภัยของบุคคลและสังคมที่ความผิดนั้นได้ เกิดขึ้น ( safety of person and the community ) โดยรัฐต้องทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ต้องหา ต้องรู้ว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มที่น่าจะก่อให้เกิดอันตราย หรือมีการกระทำความผิดในอดีตอย่างไรมาแล้ว และผู้ต้องหามีความผูกพันเกี่ยวข้องในสังคมและกระทำต่อสังคมนั้นอย่างไร ต้องรู้ถึงภยันตรายที่ได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดต่อสาธารณะหรือไม่ ( public dangerousness ) กับต้องรู้ถึงความที่น่าจะเกิดอันตรายบังเกิดขึ้นหากให้ประกันตัวไป และผู้ประกันตัวจะต้องชำระเงินเมื่อมีการผิดสัญญาประกัน เพราะการชำระเงินเป็นมาตรการในการป้องกันให้มาศาลเพื่อดำเนินคดี มาตรการทางวิชาการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องนำมาพินิจพิเคราะห์ในการ ให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น

จากข่าวที่ปรากฏทาง สื่อมวลชนปรากฏว่า ฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรี และร.ม.ต.ว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นสอดคล้องกันที่จะเสนอเรื่องให้ค.ร.ม. พิจารณายกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการขอประกันตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(น.ป.ช.) โดยเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือขอให้ ค.ร.ม.ให้ความเห็นปล่อยชั่วคราวในความผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ สลน. พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการ คอป. ซึ่งมีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในความผิดจำนวน 104 คน จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งสิ้น 184 คน

และที่ประชุมเสนอให้กระทรวงยุติธรรมจัดหลักทรัพย์จากกองทุนยุติธรรมแก่ผู้ ต้องขัง เพื่อเป็นหลักทรัพย์ประกันต่อศาล และจะให้ยื่นคำร้องของประกันตัวจากศาลโดยอ้างมติ ค.ร.ม.ดังกล่าวด้วย ( มติชน 21 ธันวาคม 2553 ) ผู้เขียนไม่ได้เจตนาที่จะให้เห็นด้วยกับการที่ผู้ต้องหาจะประกันตัวหรือไม่

แต่ผู้เขียนมีความข้อง ใจในวิธีการที่จะประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งกระทำอย่างออกหน้าของคณะรัฐมนตรีโดยใช้มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในการที่จะไปยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาต่อศาล ฝ่ายบริหารเป็นผู้กล่าวหาตั้งข้อหาต่อผู้กระทำความผิด เป็นความผิดที่เกิดขึ้นเป็นสาธารณะปรากฏภาพให้เห็นกันโดยทั่วไปทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งถือได้ว่าบางขั้นบางตอนเป็นความผิดซึ่งหน้า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกขัง ผู้ต้องหาบางคนยังจับไม่ได้ ก็มีการกระทำความผิดโดยการชุมนุมของผู้ชุมนุมชุดเดียวกับผู้ต้องหาที่ถูก ขัง การกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีเหตุตามรัฐธรรมนูญที่จะชุมนุมได้เลย ฝ่ายบริหารก็ไม่สามารถจัดการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนได้แต่อย่าง ใด เป็นความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้โดยแท้

ทั้งๆที่การชุมนุมนั้นไม่ใช่เป็นการชุมนุมตาม สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ฝ่ายบริหารจะเสนอ “ลัทธิการปรองดอง” โดยไม่ปรากฏบทนิยามของคำว่า การปรองดองเป็นอย่างไร เป็นการปรองดองระหว่างใครกับใคร และปรองดองกันในเรื่องอะไร การชุมนุมก็เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวทั้งๆที่เสนอการปรองดองกันแล้ว แต่การชุมนุมไม่รุนแรงเผาอาคาร ร้านค้า บ้านเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ฝ่ายบริหารและผู้รับผิดชอบก็ไม่อาจจะให้หลักประกันในความปลอดภัยและความสงบ สุขให้แก่ประชาชนได้ การชุมนุมไม่รุนแรงเกิดจากความเมตตากรุณาของผู้ชุมนุมเองก็อาจเป็นไปได้

ศาลเป็นสถาบันเพียงสถาบันเดียวที่ยังดำรงไว้ในการทำหน้าที่ตามหลัก นิติธรรมและนิติรัฐ โดยเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทยภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ โดยต้องปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายอื่น ( ยังคงเป็นความหวังของผู้เขียน) ศาลไม่ได้ทำหน้าคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะกฎหมายสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ศาลต้องทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้พ้นจากการ ล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นโดยต้องอยู่บนพื้นฐาน โดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักวิชาการของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 81 (2) และมาตรา 197

การดำเนินการขอประกันตัวผู้ต้องหาโดยใช้มติค.ร.ม.และใช้หลักประกันจาก กองทุนยุติธรรมมาประกันตัวผู้ต้องหา เป็นพฤติกรรมที่ทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อกดดันศาลและก้าวล่วงการใช้อำนาจตุลาการของศาล เพื่อให้ประกันตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีหลักประกันที่ผู้ต้องหาจะต้องมาศาลใน อนาคตได้ เพราะถ้าผู้ต้องหาไม่มาศาล ศาลก็ต้องริบเงินกองทุนยุติธรรมที่เป็นเงินประกันนั้น ผู้ต้องหาไม่มีความผูกพันตามสัญญาประกัน และไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประกันแต่อย่างใด

การใช้มติค.ร.ม.เพื่อกดดันศาลให้ต้องประกันตัวผู้ต้องหา โดยฝ่ายบริหารไม่มีหลักประกันในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเลย ว่า ผู้ต้องหาจะไม่ไปชุมนุมโดยผิดกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ความไม่สงบสุขแก่ประชาชนอีก หรือผู้ต้องหาจะไม่กระทำการใดๆอันก่อให้เกิดภยันตรายต่อสาธารณะชนอีก และเมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ของ วิชาชีพกฎหมายชั้นสูงที่จะต้องมีมาตรฐานตามหลักกฎหมาย ตามหลักอาชญาวิทยาและฑัณทวิทยา และตามหลักความยุติธรรมตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็อาจจะเกิดข้อขัดข้องที่ไม่สามารถให้ประกันตัวผู้ต้องหาตามมติค.ร.ม.ได้ แล้ว ฝ่ายบริหารจะต้องทราบได้โดยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับสถาบัน ศาล

สถาบัน ศาลอาจจะต้องถูกตำหนิ ติเตียน ถูกกดดันโดยฝูงชน ซึ่งอาจจะเป็นพรรคพวกของผู้ต้องหา หรืออาจจะเป็นฝูงชนที่เกิดขึ้นทางการเมืองก็ได้ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดได้ การดำเนินการขอประกันตัวโดยใช้มติค.ร.ม.ดังกล่าว จึงเป็นการดึงสถาบันศาลเข้าสู่วังวนทางการเมือง และจะถูกแทรกแซงทางการเมือง ทั้งโดยฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้น ทั้งการใช้มติค.ร.ม. เพื่อให้ศาลประกันตัวผู้ต้องหาดังกล่าว ยังเป็นการดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนผู้ บริสุทธิ์แต่อย่างใดไม่ และเป็นการปิดกั้นประชาชนไม่ให้ได้รับความยุติธรรมในความเสียหายอันเกิดจาก การกระทำความผิดของผู้ต้องหาอีกด้วย

การบริหารราชการแผ่นดินด้วยวิธีการใช้ มติค.ร.ม.มากดดันการใช้อำนาจโดยอิสระของศาลดังกล่าว ย่อมเป็นอันตรายต่อการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง และเข้าข่ายการบริหารราชการแผ่นดินที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักธรรมภิบาล ปราศจากซึ่งจิตสาธารณะของการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องคำนึงถึงความ ยุติธรรม เพื่อยังไว้ให้เกิดประโยชน์สุขของประเทศและประชาชนเป็นหลักสำคัญ

——–
ผู้เขียน ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลภาษีอากรกลาง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: