แม่น้องเกด พลิกชีวิต “สู้เพื่อลูก”

แม่น้องเกด พลิกชีวิต “สู้เพื่อลูก”
โดย ปฤษณา กองวงค์ และ ปัญญา อินทรอุดม
(ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2553)

ด้วยลูกสาวที่จากไป ปลุกหัวใจคนเป็นแม่ให้ลุกขึ้นสู้

หลังสิ้นเสียงปืนในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 จากแม่ค้าขายข้าวแกง ชาวบ้านคนธรรมดาสามัญ นางพะเยาว์ อัคฮาด ก้าวสู่เส้นทางนักต่อสู้ พลิกชีวิต พลิกตำรากฎหมาย รวบรวมข้อมูลเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช.จนถึงวันสลายการชุมนุม การปฏิบัติหน้าที่ของลูกสาว มอบให้องค์กรนานาชาติได้รับรู้ และเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ

ทุกคนเรียกขานและรับรู้พลังต่อสู้ของเธอที่ไม่ย่นย่อในชื่อว่า

“แม่น้องเกด”

“ชีวิตของเราเปลี่ยนไปแน่นอน จากชาวบ้านธรรมดา เป็นแม่ค้า ต้องพลิกชีวิต พลิกตำรา มานั่งศึกษาหาข้อมูล ศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อไปต่อสู้กับรัฐบาลและอำนาจของรัฐ ต้องรู้ให้กว้าง ต่างจากเดิมที่ไม่เคยรู้อะไรเลย อะไรไม่ทันเกมก็ต้องทันเกม

พอได้เริ่มต่อสู้ เริ่มศึกษาทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้รับมันไม่ยุติธรรม เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันบีบให้เราต้องลุกขึ้นสู้

“ผู้ก่อการร้าย โจรยิง เป็นพยาบาลเถื่อน” คำเหล่านี้เป็นแรงผลักให้ลุกขึ้นสู้ พูดได้อย่างไร เขาเป็นผู้ช่วยทำงานเป็นหลัก การลงมาช่วยคนเจ็บเขาไม่ได้อะไรเลย และไม่ได้แบ่งแยก นิสัยเขาถ้ามีคนเจ็บอยู่ข้างหน้าจะสีอะไรก็ต้องช่วย”

น้องเกด น.ส.กมนเกตุ อัคฮาด หรือชื่อเล่นที่เรียกขานในครอบครัวและหมู่เพื่อนพ้องว่า “น้องหมู” เป็น อาสาสมัครช่วยเหลือคนเจ็บอยู่ในมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปกติประจำจุดลาดกระบัง หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม เกดพร้อมกับเพื่อนๆ จึงเข้าไปเป็นพยาบาลอาสา ช่วยดูแลผู้ชุมนุมที่เจ็บป่วยบริเวณแยกราชประสงค์ จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิตในวัย 25 ปี ขณะกำลังช่วยคนเจ็บอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เวลา 20.00 น. คืนวันที่ 19 พ.ค.

แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 7 เดือนแล้ว แต่เรื่องราวในวันนั้น นางพะเยาว์และครอบครัวอัคฮาดยังจำได้ไม่ลืมเลือน

“หลังจากเกดไปร่วมกับอาสาสมัคร เพื่อคอยปฐมพยาบาลกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างเต็มตัว เกดก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเพราะกลัวโดนตามตัวกลับ จนกระทั่งวันที่เกดเสียชีวิต

และก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงแม่ได้โทร.ไปหาเกด พอเกดรับสายก็บอกให้ลูกระวังตัว ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่แสดงความห่วงใย

ไม่นานเกดก็ถูกยิงขณะทำหน้าที่ในชุดคลุมสัญลักษณ์หน่วยแพทย์ เกดโดนกระหน่ำยิงกว่า 10 นัด คาเต็นท์พยาบาล ภายในวัดปทุมวนาราม กระสุนทำลายสมองเสียชีวิตคาที่ พร้อมเพื่อนอาสาพยาบาลและกู้ภัยรวม 6 ศพ”

1.วัยเด็ก
2.-3.คืออดีต
4.ในวัยประถม
5.คือหน้าที่
6.บุก ดีเอสไอ
7.เพื่อนร่วมรุ่นพยาบาล
8.วัยมัธยม
9.ฌัทพัช น้องชาย และแม่พะเยาว์ อัคฮาด
นายณัทพัช อัคฮาด อายุ 21 ปี น้องชายน้องเกด เล่าว่า พอทางบ้านรับโทรศัพท์ว่าพี่เกดถูกยิงเสียชีวิต วันนั้นคนในครอบครัวร้องไห้กันระงม แม่ถึงกับเสียสติชั่วคราว พอตั้งสติได้เริ่มจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อลูกสาว ขณะที่พ่อยังคงไม่กินข้าวกินปลา ส่วนน้องชายคนเล็ก คือ นายณัทธนกฤต อัคฮาด อายุ 18 ปี นั่งดูคลิปครอบครัวที่สะสมไว้แล้วร้องไห้ตลอดทั้งคืน จนถึงวันไปรับศพพี่เกดมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาดำ วัดปากบึง ร่มเกล้า

แม่น้องเกดเล่าต่อว่า แพทย์ยังไม่สามารถระบุได้ว่าน้องเกดถูกยิงจากบนลงล่างหรือไม่ แต่จากการสันนิษฐานเชื่อว่าน้องเกดหมอบหน้าแนบพื้น ถูกระดมยิงจากด้านหลัง การตรวจสอบที่แน่ชัดต้องมีพยานในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย เพราะการจำลองใช้เลเซอร์มาวางแนววิถีกระสุนก็ทำไม่ได้ในกรณีนี้ เนื่องจากหัวกระสุนไปถูกกระดูกและกระดอนไปมาทำให้ร่างกายเสียหายมาก จนไม่สามารถจำลองแนวการยิงได้แน่ชัด

“ดิฉันสอนลูกๆ ทั้ง 3 คน เสมอว่าครอบครัวเรามันจน มีทางเลือกน้อย หากเรียนจบแล้วมีงานทำก็ควรช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า ช่วยเหลือได้ให้ช่วยเหลือ” คำสอนของแม่พะเยาว์ ที่พร่ำบอกลูกๆ ทั้ง 3 อยู่เสมอ

น้องเกด เกิดในครอบครัวที่ต้องต่อสู้แบบปากกัดตีนถีบ ยึดอาชีพขายข้าวแกง และร้อยดอกไม้ขายอยู่ในตลาดคุ้มเกล้า ย่านลาดกระบัง บิดา คือนายทับทิม เป็นลูกจ้างอยู่ที่การไฟฟ้าแห่งหนึ่ง แม้รายได้จะไม่มากแต่ครอบครัวเล็กๆ ของน้องเกดก็มีความสุขและอบอุ่น

พ่อน้องเกด นายทับทิม อัคฮาด เล่าถึงลูกสาวคนเดียวว่า เกดจบชั้นมัธยมเรียนพาณิชย์ได้ไม่เท่าไรก็ต้องลาออกมาเรียนกศน. พร้อมศึกษาด้านการบริบาลผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย ระหว่างเรียนก็ฝึกงานตามโรงพยาบาล ในแผนกอุบัติเหตุ และแผนกนิติเวช ก่อนออกมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลการุณพิทักษ์ แผนกอุบัติเหตุ เกดมีทักษะด้านนี้ บางครั้งมีนักเรียนแพทย์ผ่าเส้นเอ็นอะไรไม่เป็นก็มาให้เกดสอน แม้กระทั่งแผนกแต่งศพไม่มีคนก็มาเรียกเกดไปเพราะเกดทำได้ทุกอย่าง ไม่มีปฏิเสธใคร

เกดมีฝันว่าต้องการไปสอบเป็นผู้ช่วยพยาบาลในกองทัพบก โดยประกาศเจตนาแน่วแน่ว่า “ถ้าสอบติดจะลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” และหวังว่าเมื่อเรียนจบและได้งานทำที่มั่นคง จะเก็บเงินทองซื้อตึกแถวให้แม่ไว้ขายข้าวแกงและไอศกรีม เพราะเห็นว่าแม่และพ่อสุขภาพไม่แข็งแรง

แม้วันนี้ลูกสาวอัน เป็นที่รักจะจากไปแล้ว แต่ภาพในหัวใจผู้เป็นพ่อและแม่นั้นยังคงงดงาม แม่ พะเยาว์หยิบภาพลูกสาวจากอัลบั้มเก่าๆ บอกเล่าเรื่องราวถึงลูกสาวคนนี้ว่า

“เกด เป็นคนพูดจาโผงผาง ปากร้ายใจดี เป็นคนพูดตรงๆ ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้มาสัมผัส ช่วงที่เกดไปช่วยแม่ขายข้าวแกงในตลาดมักจะเป็นที่รู้จักของบรรดาพ่อค้าแม่ ค้าเกือบทุกคน เกดมีเอกลักษณ์ของตัวเองคือเสียงหัวเราะที่ดังลั่นทุ่ง วันไหนที่เกดมาตลาดไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าใคร”

นางพะเยาว์ เล่าถึงหัวใจนักสู้ของลูกสาวว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์คนงานถูกเครื่องจักรบดนิ้วเละ หมอลงความเห็นว่าต้องตัดนิ้วทิ้งอย่างน้อย 3 นิ้ว พอเกดเห็นบาดแผลจึงเอ่ยปากว่ายังพอมีทางต่อนิ้วกลับมาได้ หากคนงานไม่มีนิ้วก็เท่ากับไม่เหลือโอกาสทำมาหากิน

เกดจึง บอกให้คนไข้คนนั้นอดทนเพื่อรอหมอมือฉมังที่สุดที่กำลังมาสลับเวร กระทั่งหมอมาและตัดสินใจผ่าตัด ดามต่อให้อย่างเต็มที่โดยคนงานคนนั้นไม่ต้องถูกตัดนิ้ว

หลัง เกดทำอยู่ได้ 2 เดือน โรงพยาบาลต้องปิดตัวลง เกดจึงออกมาช่วยแม่ค้าขาย กระทั่งได้ทำงานชั่วคราวกับญาติ ก่อนจะโดดงานเพื่อไปเป็นอาสาสมัครในที่ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง แรกๆ ก็ไปหลังเลิกงาน แต่ช่วงหลังดูเหมือนเขาไปอย่างเต็มตัว เกดให้เหตุผลกับแม่ว่าในที่ชุมนุมมีคนเฒ่าคนแก่และเด็กจำนวนมาก อยู่กันนาน มีเจ็บป่วยเยอะ แม้มีอาสาสมัครมาช่วยหลายคนก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ชุมนุม จึงขออาสาทำหน้าที่ตรงนั้น

น้องเกดเป็นคนดื้อแบบเงียบๆ มาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต สมัยเรียนมัธยมเกดมักโดดเรียนเป็นประจำเพื่อหนีไปกับเพื่อนที่เป็นอาสากู้ ภัยป่อเต็กตึ๊ง และมักจะพากันออกตระเวนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เกดไม่เคยกลัวอะไร ชอบงานท้าทายที่ได้ช่วยชีวิตคนแบบนี้มาก ห้ามไม่ได้ก็เลยปล่อย เช่นเดียวกับการอาสาไปดูแลคนเสื้อแดงในครั้งนั้น”

นางพะเยาเล่าถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวในวันนี้ว่า “เรื่องปากท้องอาชีพที่ทำอยู่ ตอนนี้ก็ทำเสื้อสัญลักษณ์พยาบาลวางขาย เพื่อเป็นการต่ออายุต่อทุนเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งมันก็ยังไม่พอ แต่เราก็ทำเข็มกลัดขายเพิ่ม พี่ๆ น้องๆ เราก็ช่วยๆ กัน ก็พอขายได้เรื่อยๆ ถ้าไปตามงาน พอเก็บออมไว้ใช้ต่อค่ารถค่าเดินทาง

อยากจะไปขึ้น เวทีในต่างจังหวัดทางอีสานที่จัดเวทีกันบ่อยๆ ก็ไปไม่ค่อยได้ เราไม่มีพาหนะ และมันมีค่าใช้จ่ายเป็นพันๆ เพราะตอนนี้เหลือเพียงเงินเดือนของพ่ออย่างเดียวเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านเดือนละเกือบ 8 พัน ถ้าลูกอยู่เขาก็จะให้เงินเดือนละ 5-6 พันบาท ซึ่งแบ่งเบาได้เยอะ

ความรู้สึกของพ่อตอนนี้ก็ทำใจ ได้บ้างแล้ว และสนับสนุนให้แม่ออกมาต่อสู้เต็มที่ ลูกอีกสองคนก็ร่วมต่อสู้เหมือนกัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

วันนี้ครอบครัวเราไม่มีคำว่ากลัวแล้ว พ่อบอกว่าแม่จะทำอะไรทำ ครอบครัวนี้หมดความกลัวแล้ว เพราะตั้งแต่ต่อสู้มาเราโดนข่มขู่ทุกรูปแบบ

“เราขาดลูกแล้ว จะปล่อยให้ลอยนวลหรือ ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าเป็นลูกคุณเอง มีคนไม่รู้จักมาตบหัว ตบหน้าลูก แค่นี้คุณจะโกรธไหม สิ่งที่เขาทำกับครอบครัวเรา จะเป็นมรดกบาปติดตัวเขาไปตลอดชาติ” นางพเยาว์กล่าวด้วยน้ำเสียงอัดอั้น

ถามว่าท้อไหม ผู้เป็นแม่นิ่งเงียบ ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า เหนื่อย แต่ต้องทน หากตรงไหนที่เราเดินทางไปได้ก็จะไป เพื่อใช้เป็นเวทีในการ ขับเคลื่อน เป็นกระบอกเสียง

วันนี้เราอยากให้ครอบครัวอื่นที่สูญเสีย ทั้งหลาย ไม่ว่าจะบาดเจ็บล้มตาย จับมือรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ เรียกร้องความเป็นธรรม อย่านิ่งเฉย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกลไกประเทศ เพราะตอนนี้มันกระจัดกระจาย ด้วยทุกคนต้องทำมาหากิน และถ้ามีโอกาสก็มาร่วมกันในโอกาสสำคัญๆ ในวันที่ 10 และวันที่ 19

เพราะเราอยากได้ความยุติธรรม เอาคนผิดมาลงโทษ

ไม่ว่าตรงไหนก็จะไป ทั้งทำเนียบ สำนักนายกฯ ถึงเวลาก็ต้องไป

“จะสู้ทุกทางที่แม่คนหนึ่งจะเรียกร้องได้” 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: