Policy watch ห่วงรัฐบาลมองสั้นๆ แค่การเมือง วางยาตัวเอง เตือนมองระยะยาว ยั่งยืนกว่าชนะเลือกตั้ง

Policy watch ห่วงรัฐบาลมองสั้นๆ แค่การเมือง วางยาตัวเอง เตือนมองระยะยาว ยั่งยืนกว่าชนะเลือกตั้ง

 

รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.พีระ เจริญพร นักวิจัยโครงการจับตานโยบายรัฐบาล Policy watch ร่วมกันแถลงข่าวแสดงความความคิดเห็นและข้อมูลต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของ รัฐบาลในหัวข้อ ประสิทธิภาพเศรษฐกิจไทย : สิ่งที่ถูกมองข้าม 

ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า ด้าน นโยบายพลังงานหลายส่วนมีความขัดแย้ เช่นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เบนซินสูง แต่กลับควบคุมราคาแก๊สหุงต้มและแก๊สธรรมชาติให้อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ซึ่งนโยบายที่ดี รัฐต้องส่งเสริมให้ใช้พลังงานอย่างประหยัดและส่งเสริมพลังงานทดแทน นั่นคือราคาพลังงานควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานให้มากที่สุด จึงเสนอให้ลดการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและค่าแก๊ส แต่ถ้ายังจำเป็นต้องดูแลราคาพลังงานก็ควรลดภาษีสรรพสามิตให้ต่ำ หรือใช้กลไกกองทุนน้ำมันเป็นตัวปรับราคาแทนเพราะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า แต่การใช้มาตรการลดภาษีควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะมีผลต่อรายได้และการคลังของรัฐ ซึ่งในช่วงเวลานี้ไม่แนะนำให้ใช้

“รัฐบาลประชาธิปัตย์ มีนโยบายดีๆหลายส่วน เช่น การจัดการที่ดิน และการอุดหนุนการออม แต่ที่น่าเป็นห่วงได้แก่การอุดหนุนการบริโภคต่างๆ เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นระยะสั้นมากๆไม่ได้เกิดผลที่ยั่งยืน ส่วนนโยบายด้านการศึกษาที่รัฐมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคุณภาพ ถึงจะช่วยในแง่การลดค่าใช้จ่ายของชาวบ้านลด แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเข้าเสริมอีก อย่างการเรียนพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องของสถานศึกษาแต่ละแห่ง อีกอย่างรัฐไทยก็ยังตอบไม่ได้คือเหตุใด ทั้งที่ใช้งบประมาณไปมาก แต่คุณภาพการศึกษาของไทยก็ยังไม่ดีขึ้น” รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าว

ผศ.ดร.พีระ เล่าถึง ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยว่า รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบาย “ประชาวิวัฒน์” ได้อย่างยั่งยืน หากเศรษฐกิจไทยไม่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การจะแย่งเงินของคนรวยมาช่วยคนจนนั้นเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่พอทำคือการนำเงินที่เพิ่มจากเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาจัดสรรให้ ฉะนั้นการสร้างความเสมอภาคในสังคมต้องมาพร้อมกับการเจริญเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจ แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาครัฐ นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาการลงทุนของภาครัฐลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2% ต่อ GDP จากเดิมที่เคยขยายตัวอยู่ที่ 5.5% ต่อ GDP

 

ล่าสุด จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD)ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จัดให้ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 26 จาก 58 ประเทศ ทั้งที่นายกฯอภิสิทธิ์เคยมีตั้งความหวังไว้ในลำดับที่ 16 ความสามารถในการแข่งขันของไทยยังมีจุดอ่อนในเรื่องความไม่พร้อมของระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ต้นทุนระบบขนส่งสูง คุณภาพการผลิต ทักษะ ความพร้อมทางเทคโนโลยี การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนายังไม่ดีนัก นวัตกรรมล้าหลังอยู่ และการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยู่ในระดับต่ำ การก่อหนี้สาธารณะเพื่อแจกเงินให้ประชาชน การปรับค่าแรงงาน หรือการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนนั้น ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง

 

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันควรมาจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิต ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นพร้อม ๆ กับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการมีเทคนิคในการบริหารจัดการที่ดีขึ้น มาตรการของรัฐในการที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นนั้นไม่ควรมาจากกู้หนี้ ยืมสินเพื่อแจกจ่ายโดยไม่เกิดการผลิต การลงทุนที่คุ้มค่า เพราะในที่สุดแล้วการกู้หนี้ยืมสินต้องมีพันธผูกพันในการจ่ายคืนหนี้ 2 ปีที่ผ่าน รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ให้ความสำคัญกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศน้อย

 

ขณะที่ โครงการไทยเข้มแข็งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เน้นเรื่องของสวัสดิการ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคการผลิตมากเท่าที่ควร ปัญหาทางการเมือง ปัญหาน้ำท่วม ทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง เพราะรัฐต้องตัดงบลงทุนมาใช้แก้ปัญหา แต่ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนในการสร้างคน สร้างสาธารณูปโภค สร้างอะไรต่างๆ ก็อาจล่าช้าไม่ทันประเทศอื่นๆ การจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนภาครัฐก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านการศึกษา เกษตร คมนาคมและการทหารมาก แต่ด้านอุตสาหกรรม กลับมีการลงทุนที่น้อย ทั้งที่สินค้าหลักที่ไทยส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามเจ้าของกิจการด้านอุตสาหกรรมก็ยังมีปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ใน การลงทุน เพราะกลัวปัญหาจะไปซ้ำรอยเดียวกับมาบตาพุด ไม่รู้จะลงทุนที่ไหน ทั้งนี้โรงงานยังขาดบุคคลากรที่มีฝีมือ ความชำนาญ การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยค่อยๆลดลง ถึงปีที่แล้วจะมีการลงทุนเยอะ แต่ก็เป็นเพียงในลงทุนในด้านพลังงาน

 

“รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังมีเวลาอีกหลายเดือน ในหลายเรื่องมีทิศทางอยู่แล้วแต่ยังทำไม่ถึงที่สุด จัดสรรงบประมาณไปแต่ยังไม่ได้ผลักดันให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงควรต้องรักษาสมดุลย์ในระยะสั้น ระยะยาว ในระยะสั้นช่วงนี้ทุกพรรคก็ใกล้เลือกตั้ง การยกนโยบายอะไรก็ตามเพื่อให้ได้ฐานเสียง อาจเป็นการกำลังวางยาตัวเอง ถ้าในอนาคตเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลก็คงเป็นคนที่เดือดร้อนไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ฉะนั้นก็ควรมองถึงผลประโยชน์ในระยะยาว ขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวด้วย เพราะเรื่องการสร้างคน การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเรื่องที่ใช้เวลา อาจไม่ใช้เรื่องที่นักการเมืองชอบ แต่เป็นเรื่องที่นักการเมืองควรใส่ใจด้วย” ดร.พีระ กล่าว

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: