วงเสวนาชี้ “ปัญหาเขตแดน” คือ “กระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด” ระบุ “การเมืองในประเทศ” เป็นตัวจุดเชื้อไฟ

วงเสวนาชี้ “ปัญหาเขตแดน” คือ “กระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด” ระบุ “การเมืองในประเทศ” เป็นตัวจุดเชื้อไฟ

 

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีงานเสวนาเปิดตัวโครงการวิจัย “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา” โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจโดยสังเขป ดังนี้ 

 

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลายอย่างในเรื่องเขตแดนควรปล่อยให้เป็นเรื่องเทคนิค ต้องลดอารมณ์ ลดการเมือง เพราะต้องกลับไปสู่หลักฐานข้อเท็จจริง ซึ่งความขัดแย้ง ความระหองระแหงในอาเซียน มีอยู่หลายคู่ในหลายจุด แต่เผอิญประเทศไทยอยู่ตรงกลางและมีมิตรประเทศอยู่รอบด้าน จึงมีประเด็นและมีข้อที่จะต้องเจรจาหาข้อยุติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการมีบันทึกความตกลงหลายฉบับ ที่พูดถึงเรื่องความพยายามที่จะปักปันเขตแดน โดยหลักฐานที่เรามีคือหลักฐานที่เราทำไว้กับเจ้าอาณานิคม ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ ก็เป็นรัฐที่รับมรดกต่างๆ เหล่านั้นมา

 

ประเทศไทยจำเป็นจะต้องหาข้อยุติในเรื่องเขตแดนชายแดน 6,600 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนของเรา กับพม่า ลาว เขมร และมาเลเซีย เรามีบันทึกข้อตกลงว่าจะทำการปักปันเขตแดนกับหลายประเทศ และเรื่องยังค้างคาอยู่ที่เรื่องการปักปันกับทุกประเทศ เพราะยังไม่ได้ข้อยุติโดยสัตยาบันของทั้ง 2 ประเทศคู่เจรจา ทั้งหมดจึงเป็น “การทำงานในลักษณะของกระบวนการที่ยังไม่ได้สิ้นสุดลง” เพราะฉะนั้นแผนที่อันใดก็ตามแต่ที่ท่านทั้งหลายชี้ไป คือแผนที่ที่อนุมานตามสนธิสัญญา ตามหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ตามข้อตกลงที่บันทึกเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีการปักปันจากหลักเขตหนึ่ง ไปหลักเขตหนึ่งที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ยังเป็น “กระบวนการที่ไม่สิ้นสุด” ทั้งหมดนี้คือมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม

 

เลขาธิการอาเซียนเสนอว่า ทางแก้ไขมีอยู่ 2 อย่าง ซึ่งอันหนึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนอีกอันหนึ่งยังเป็นไปได้

 

ทางหนึ่งคือ กลับไปก่อนยุคอาณานิคม สมัยที่บรรพบุรุษของเรายังกราบไหว้บูชาสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน โดยไม่เคยคำนึงถึงพรมแดน เพราะแผนที่ มาพร้อมกับลัทธิอาณานิคม แนวคิดเรื่องแผนที่ มากับลัทธิอาณานิคม ในยุคอาณานิคม เราต้องเกี่ยวข้องกับฝรั่งเศสกับอังกฤษ จึงต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนโดยเอาแผนที่มาให้เห็น เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นทางหนึ่งคือถอยกลับไปก่อนมีการกำหนดแผนที่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้แล้วในขณะนี้

 

แต่อย่างน้อยๆ จิตวิญญาณของมันน่าจะนำมาใช้ได้ คือยอมรับว่าเส้นพรมแดน เกิดขึ้นโดยข้อตกลงตามอำนาจที่รัฐบาลพึงมี ก็ออกมาเป็นสนธิสัญญา ออกมาเป็นแผนที่ประกอบท้ายสนธิสัญญา แต่ ในความเป็นจริงคือไม่เคยมีใครเดินจากหลักถึงหลัก ไม่เคยเดินตามร่องน้ำ ไม่เคยเดินตามสันปันน้ำ การปักปันเขตแดนเหล่านั้นทำกันเพียงบางส่วนแต่ยังไม่เสร็จ จึงยังถือว่ามันเสร็จสิ้นจบไปแล้วไม่ได้ แต่นี่เป็นเรื่องจิตวิญญาณของความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนบ้านมากกว่า

 

วิธีที่ 2 คือ รอให้อาเซียนเป็นชุมชนเดียวกัน เหมือนในสหภาพยุโรป เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่เคยใช้เป็นคำเตือน กรณีที่ผมแก้ไขเรื่องเนิน 491 สมัยผมเป็นรมช.ต่างประเทศ เพราะเป็นเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ใหญ่ในแผ่นดินให้แนวคิดว่าในยุโรป มีรั้วที่เลื่อนได้เหมือนรั้วจราจร เดินทางข้ามประเทศกันได้ ถ้าเขาอยากจะตรวจก็ขอตรวจ แต่โดยปกติแล้วแทบจะไม่มีเส้นเขตแดน เพราะต้องการให้เกิดการไหลของประชากรได้ โดยไม่ต้องมีวีซ่า พาสปอร์ต เดินทางได้ทั่วยุโรป ดังนั้นต้องรออาเซียนเป็นชุมชน เดียวกันเสียก่อน เขตแดนจึงจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะต้องบูรณาการทางเศรษฐกิจต่อกัน เกิดผลประโยชน์จากการมีพรมแดนติดกัน นั่นคือจิตวิญญาณหนึ่งของอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

ดร.สุรินทร์กล่าวอีกว่า ชาตินิยม อารมณ์ การเมือง เป็นองค์ประกอบที่มาฉุดรั้งเราเอาไว้ ทั้งๆ ที่ประเด็นเขตแดน มันคือ “กระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด” ชาตินิยมนั้นดีในบางเรื่อง บางวาระ แต่บรรยากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป กฎเกณฑ์ต่างๆ เปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่แนวคิดชาตินิยม ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์

 

ฉะนั้น การพูดเจรจาหาโอกาส หาข้อยุติ ด้วยสติ ปัญญา สมาธิ ด้วยหลักฐาน ด้วยข้อเท็จจริง เป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่ข้อยุติให้การแก้ปัญหา มิเช่นนั้นจะหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งการหาข้อยุติก็ต้องใช้เวลา เพราะรีบเร่งไม่ได้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ บ่อยครั้งความแตกต่างเรื่องเทคโนโลยีที่มีอยู่ก็เป็นปัญหา เช่น เราบอกว่าเราใช้หลักฐานอ้างอิงโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรามี แต่เขาบอกว่า เขาไม่มี เขาไม่พร้อม เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำเรื่องเทคโนโลยี เรื่องเทคนิคก็เป็นปัญหาเหมือนกัน จึงต้องให้เวลากับทั้ง 2 ฝ่ายที่จะเจรจากันด้วย เพื่อทุกหลักฐาน ทุกเทคโนโลยี ทุกเอกสารอ้างอิง ทุกแผนที่ จะสามารถสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่เจรจาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งต้องนำหลักฐานทั้งหมดมาพูดกันบนโต๊ะด้วยจุดประสงค์ของการหาทางออกด้วย สันติและมิตรภาพ มิฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่สิ้นสุด

เลขาธิการอาเซียนกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่สังคม ตื่นตัวเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องดี สังคมประชาธิปไตยต้องการการมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกผูกพันกับข้อตกลงต่างๆ ที่พึงเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลทำในนามของเราทุกคน แต่เราต้องเตรียมหลักฐานนำไปสู่การเจรจาและพร้อมจะอลุ่มอล่วย เพราะทุกอย่างยังไม่ตายตัว แต่เป็นมรดกจากอดีต เราใช้อารมณ์ความรู้สึกของหมู่คณะของพวกไม่ได้ ท้ายที่สุดต้องใช้หลักฐาน เพื่อเป็นประโยชน์ในการร่วมสร้างจิตวิญญาณอาเซียน ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่ความปรองดองของประชาคมอาเซียน

 

พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ และที่ปรึกษารัฐบาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเลและเขตแดนทะเลมาตั้งแต่สมัย จอมพลถนอม กิตติขจร จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องเขตแดนในการเมืองไทยจุดติดง่ายเหลือเกิน ในอดีต สงครามอินโดจีนก็เรื่องเขตแดน ก่อนจะขึ้นศาลโลกก็เรื่องเขตแดน ศาลโลกตัดสินแล้วก็เขตแดน ความจริงสมัยล่าอาณานิคมประเทศไทยเราไม่ได้เสียเอกราช แต่เราบอบช้ำและความเจ็บปวดในการสูญเสียดินแดนห้าแสนตารางกิโลเมตรให้ ฝรั่งเศสกับอังกฤษ ทำให้เรามีบาดแผลลึกอยู่ในอารมณ์

 

ฉะนั้น ใครจะจะเป็นนักการเมืองก็นำเรื่องเขตแดนไปใช้ปลุกม็อบได้ผล ถ้าต้องการปลุกม็อบด้วยเรื่องนี้ก็ใช้ได้ผลทุกครั้ง เช่น เรื่องปราสาทพระวิหาร ข้อมูลสับสนอลหม่าน เพราะคนอ่านคำพิพากษาและเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่ครบ ฉะนั้นใครพูดอะไรก็เชื่อเพราะเอาแต่ฟังเขาเล่า ใครเล่าก็เชื่อหมด ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศจะวางกรอบเอาไว้อย่างหลวมๆ เหตุผลเพราะเมื่อเวลามีอะไรจะได้คุยกันได้ระหว่าง 2 ประเทศที่เจรจากัน

 

ในอดีต เราจะไม่เห็นสภาพการเมืองภายในประเทศที่นำเอาเรื่องเขตแดนมาโจมตีกันเอง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสภาแล้วจะไม่เอาเรื่องเขตแดนมาตีกัน เพราะการปฏิบัติในอดีต พรรคการเมืองแยกการรักษาผลประโยชน์ของพรรคกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ชาติออกจากกันได้ ไม่โจมตีเพื่อผลประโยชน์ของพรรคจนไปกระทบผลประโยชน์ของประเทศ

 

“ผมเคยเจรจาเขตแดนทางทะเลซึ่งให้สัตยาบันไป หมดแล้ว ไม่มีข่าวออกมาโจมตีในสิ่งที่ผมทำ รวมทั้งการประชุมในสภา ก็เห็นชอบทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะสมัยก่อนพรรคการเมืองเขาไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ของประเทศระดับนี้ไป เล่นการเมือง เมื่อเราเจรจากลับมา ก็จะหอบเอกสารไปอธิบายที่พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ให้โอกาสซักถามในพรรค ไม่ต้องซักในสภาผู้แทนราษฎร เพราะถ้าพูดในสภาแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะส่งผลต่อการเจรจาระหว่างประเทศซึ่งมีได้มีเสีย ฉะนั้น อย่าซักในสภา ให้ซักถามได้เวลาไปอธิบายในพรรค เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค สมัยนี้ ก็มีเจรจาเขตแดนทางทะเล แต่ผมจะไม่ยอมเป็นเจ้าหน้าที่เจรจาให้เด็ดขาดเพราะผมกลัว เดี๋ยวจะโดนรัฐธรรมนูญมาตรา 190” อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ กล่าวและว่า

“ขณะนี้เราเล่นกันไม่เลือกเวทีเลย เราตีกันเอง เหมือนกับไปตีกันที่ศรีสะเกษให้เขมรดู จำได้ไหม มีใครจะบุกเข้าไปและมีพวกที่ไม่ยอมให้บุกเข้าไป ส่วนเขมรก็นั่งกอดเข่าดูคนไทยตีกัน”

 

พล.ร.อ.ถนอม อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับการแบ่งเส้นเขตแดนทำได้หลายวิธี เช่น เส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ทำได้ถึง 20 กว่าวิธี ขึ้นอยู่กับจะใช้วิธีไหน เพราะฉะนั้น ขอฝากไปถึงใคร ก็ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าท่านไม่เคยนั่งอยู่ในห้องเจรจาเขตแดน ท่านไม่รู้ด้วยว่าการเจรจาเขตแดนเจรจาทำกันอย่างไร ผมบอกท่านว่าผมมี 20 วิธี แล้วท่านจะให้ผมมาบอกท่านว่าทั้ง 20 วิธีทำอย่างไรในสภา แบบนี้กัมพูชาหรือประเทศที่เราจะไปเจรจา ก็นอนกระดิกตีนสิ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษา เพราะเอาจากบันทึกการประชุมสภาไทยก็พอแล้ว อย่ามาบอกว่าประชาชนต้องรู้รายละเอียดเรื่องเขตแดน ผมพูดในที่ประชุมกรรมาธิการในสภา บอกว่าเรื่องบางเรื่องผู้แทน (เจรจา) ต้องทำหน้าที่ผู้แทน (เจรจา) คุณจะคิดว่าคนขับแท็กซี่หรือแม่ค้ากล้วยแขกจำเป็นจะต้องมารู้เรื่องเทคนิค เจรจาอย่างนั้นหรือ

 

ด้านอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลายคนพูดว่าปัญหาคือเรามีอารมณ์ แต่ผมคิดว่า ปัญหาคือเราขาดอารมณ์ เราขาดอารมณ์ที่หลากหลาย เช่น อารมณ์ขัน หรืออารมณ์อื่นๆ ที่จะช่วยให้เรื่องเขตแดนและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น แต่เรากลับมีอารมณ์หลากหลายน้อยเกินไปในการจัดการความขัดแย้ง

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เห็นด้วยกับความเห็นของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ว่า ประเด็นปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตอนนี้เกิดขึ้นในสภาวะที่การเมืองมี ความอ่อนไหวอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราเอง ตั้งแต่ต้นประเด็นนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่จะโจมตีฝ่าย ตรงข้าม เป็นประเด็นทางการเมืองตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่เห็นวี่แววว่า สภาวะทางการเมืองของเรา ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งขั้วที่ยังไม่นิ่ง จะไปสิ้นสุดตรงไหน โดยความขัดแย้งเรื่องไทย-กัมพูชา ได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เรื่องการเมืองภายในประเทศไปแล้ว ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น แต่มันเป็นการต่อสู้ภายในประเทศระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ตราบใดที่การเมืองแบ่งขั้วไม่นิ่งอย่างนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร เรื่องพื้นที่ทับซ้อนพวกนี้ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ

 

ดังนั้น ตราบใดที่สภาวะการเมืองภายในประเทศไม่คลี่คลาย ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารหรือเขตแดนจะยังอยู่ เพราะจะคลี่คลายได้ก็เมื่อสภาวะการเมืองในคู่ขัดแย้งขณะนั้นมีความนิ่ง

 

“ในทางรัฐศาสตร์ จริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำบาปมาตลอด ก็คือเราสอนสิ่งผิดๆ ให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐหรือรัฐชาติ ถ้าใครเรียนวิชารัฐศาสตร์ ก็ต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร เราจะต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร ซึ่งอันนี้เป็นรัฐศาสตร์เบื้องต้น รัฐชาติคืออะไร แล้วตามตำรา ก็จะบอกว่า มีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ รัฐบาล อำนาจอธิปไตย ประชากร และดินแดนที่ชัดเจนแน่นอน ซึ่งตรงนี้เป็นมายาคติใหญ่หลวงที่วิชารัฐศาสตร์ ผลิตไว้ให้แก่มนุษยชาติ เป็นมายาคติ เพราะในความเป็นจริง เขตแดนของรัฐชาติไม่เคยนิ่ง ทุกรัฐชาติ มีหดมีขยายตลอดเวลาจนถึงทุกวันนี้ บางครั้งบอกไม่ได้ว่าตรงไหนเป็นของไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตัวเขตแดนมันชัดเฉพาะบนแผนที่เท่านั้น พอไปสู่พื้นที่จริงมันไม่เคยชัดด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยน หลักเขตแดนไม่ชัดเจน” อาจารย์ประจักษ์กล่าวและว่า

 

“ขณะที่ในยุโรปหรือประเทศจำนวนมากในโลกนี้ อยู่กับเพื่อนบ้านตัวเองโดยการที่ยอมให้มีพื้นที่คลุมเครือเอาไว้ เพราะหลายจุดหลายที่ถ้าทำให้ชัดเจนหมด เราก็ต้องรบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลา ต้องปวดหัวตลอดเวลา ฉะนั้นบางพื้นที่ต้องปล่อยเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องแบ่งให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทะเลาะกันไปไม่รู้จบ ขณะที่ กฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดหลวมๆ จะสามารถสร้างความยืดหยุ่นให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้ระหว่าง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันได้”

อาจารย์ประจักษ์เสนอความเห็นทิ้งท้ายว่า ขณะนี้คนเริ่มพูดถึงชาตินิยมน้อยลง แต่หันไปพูดเรื่องภูมิภาคนิยมหรือโลกานิยม คือการอยู่ร่วมกันโดยคิดถึงมนุษยชาติเป็นหลักและลดความเป็นชาติลง ซึ่ง พรมแดนเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการที่จะทำให้เราก้าวข้ามพ้นจากกรอบเรื่อง ชาติไปสู่เรื่องอะไรที่ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้สงครามระหว่างประเทศที่สู้รบกันด้วยอาวุธ แทบจะสูญพันธุ์ไปจากการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ฉะนั้นใครที่คิดว่า ต้องใช้กองทัพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ตนอยากจะขอให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หรือควรจะสูญพันธุ์ไปเลย เพราะทุกประเทศรู้ว่าเวลามีสงครามมันมีราคาที่ตามมาและเป็นราคาที่แพง

 

ขณะที่ ดร.ธนาพล ลิ่มอภิชาต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรามักจะมองประวัติศาสตร์ว่าสยามเป็นเหยื่อที่ถูกรังแกโดยฝรั่งเศส แต่งานประวัติศาสตร์ในช่วงหลังค่อนข้างชัดว่ารัฐจารีตแบบเก่าของเราก็มีความ เป็นจักรวรรดินิยมในความหมายแบบหนึ่งด้วย เราไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าเราไปตีคนอื่น เราไม่ค่อยรู้มากนักว่าเราไปทำอะไรกับลาวไว้บ้าง ซึ่งความจริงเราจำเป็นต้องศึกษาสถานะรัฐจารีตของสยามว่าเราคืออะไร รวมทั้งการเซ็นสนธิสัญญาในปี 1907 เป็นผลจากความพยายามตกลงผลประโยชน์ โดยชนชั้นนำไทยตกลงผลประโยชน์กับชาติตะวันตก ถ้าไม่ มีความรู้ชุดนี้เราก็คิดเพียงแต่ว่าเราเสียดินแดน ซึ่งเป็นเชื้อมูลสำคัญที่สังคมไทยคิดต่อประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นอคติที่เป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้น เรื่ององค์ความรู้มีความจำเป็นในการแก้ปัญหา

 

“ในอนาคต เราอาจจะต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนกันใหม่ มีปัญหาใหม่ เช่น อิทธิพลของจีนที่มีบทบาทต่อลาวเวียดนาม กัมพูชา พม่า รวมถึงการสร้างเขื่อนของจีน ในอนาคตอาจจะไม่ใช่ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อาจจะมีผลกระทบที่มาจากเขื่อน จะทำให้เรามีวิธีคิดเกี่ยวกับเขตแดนด้วยวิธีใหม่เพราะมีปัญหาใหม่หรือเปล่า ผมคิดว่าเป็นอีกอันที่เราจำเป็นต้องคิดกับมันในอนาคต” อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เสนอ

ดร.ธนาพล กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ปัญหาเรื่องเขตแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ควรลืมไปเสียว่าเราเสียดินแดน เพราะความจริงเราไม่ได้เสียดินแดน ถ้าเราลงไปดูประวัติศาสตร์ดีๆ มายาคติเรื่องเสียดิน แดนทำให้เราเข้าใจอะไรผิดไปมาก รวมทั้งทัศนะในการมองประเทศเพื่อนบ้านต้องขยายออกไปสู่ประเด็นอื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม หรือการสร้างความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม เป็นต้น

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: