ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความยุติธรรม

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความยุติธรรม

โดย เมธี ครองแก้ว

 

 

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าความยุติธรรม (justice) เป็นเรื่องของกฎหมาย และนักกฎหมายเท่านั้นจะเป็นผู้เข้าใจถึงความยุติธรรมได้ดีที่สุด แม้แต่ผู้เขียนซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งขณะนี้ได้มีโอกาสได้เข้ามาทำงานใน หน้าที่ที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรม ก็เคยคิดเช่นนั้นและพยายาม “จับทาง” และ“เลียนแบบ” นักกฎหมายในการอำนวยความยุติธรรม แต่ก็ค้นพบว่าไม่ได้ผล เพราะได้พบว่านักกฎหมายที่มิได้ศึกษาทางด้านปรัชญาและสังคมศาสตร์อย่างจริง จังจะมองเห็นความยุติธรรมในมุมที่แคบเกินไป และในหลายกรณี เป็นมุมมองที่ผิดด้วยซ้ำ จึงทำให้ผู้เขียนต้องกลับมาทบทวนวิชาเศรษฐศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง และได้พบว่าวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับความหมายของความยุติธรรม ได้

 

 

ก่อนอื่น วิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งศึกษาการตัดสินใจหรือการเลือกของคนในสังคมเพื่อให้ ประโยชน์สุทธิสูงสุดภายใต้ความจำกัดของเวลาและทรัพยากร โดยการเลือกหรือไม่เลือกแต่ละครั้งล้วนแล้วแต่มีต้นทุนของโอกาส (opportunity cost) เกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้นนั้น บอกเราว่าการเลือกของคนคนหนึ่ง อาจจะมีผลในทางลบหรือบวกต่อคนอีกคนหนึ่งได้ เพราะฉะนั้นในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จึงพยายามหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์ที่ต้องชั่งน้ำหนัก หรือเปรียบเทียบความพึงพอใจ (preference) หรืออรรถประโยชน์ ( utility) ระหว่างบุคคล จึงอาจกล่าวกฎข้อแรกของความยุติธรรมทางเศรษฐศาสตร์ คือ การเลือกของคน (หรือของรัฐ) ที่ทำให้ความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์ของอย่างน้อยคนคนหนึ่งดีขึ้นหรือสูง ขึ้น โดยไม่ทำให้ความพึงพอใจของคนอื่นๆ ลดลง

 

ข้อตกลง นี้เป็นที่รับกันได้โดยทั่วไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เช่น การเลือกของคนคนหนึ่งทำให้ความพึงพอใจของอีกคนหนึ่งลดลง นักเศรษฐศาสตร์ต้องใช้กฎแห่งความยุติธรรมอีกกฎหนึ่งซึ่งสมมุติให้เราสามารถ คำนวณมูลค่าของความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น และลดลงของแต่ละคนได้ และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้หากผู้ที่ได้ความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์เพิ่ม ขึ้นจากการเลือกหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แล้วแต่สามารถชดเชย (compensate) ผู้ที่เสียประโยชน์หรือผู้ที่ความพึงพอใจลดลงจนกลับไปสู่ที่เดิมแล้วยังมี ความพึงพอใจเหลืออยู่ให้กับคนคนแรกหรือกลุ่มแรก

 

จะเห็นได้ว่าใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถจัดการให้ทุกคนในสังคมได้ รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึงกัน จุดนี้เองเป็นจุดที่คนกลางคือ รัฐ (state) จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย โดยในขั้นแรกต้องวางกฎเกณฑ์ให้แต่ละคนในสังคมแข่งขันกันเอง โดยมีกติกาของการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยคนที่เก่งกว่าก็จะเป็น “ผู้ชนะ” และคนที่เก่งน้อยกว่าก็จะเป็น”ผู้แพ้” รัฐเองก็ต้องคอยดูว่าโอกาสของการแข่งขันนั้นเท่าเทียมกัน แต่ถึงแม้จะมีกติกาที่โปร่งใสและเป็นธรรมในการแข่งขันแล้วก็ตาม โอกาสก็อาจไม่เท่าเทียมกันตามธรรมชาติ เช่น คนที่เกิดมาพิการ หรือเกิดมาในครอบครัวยากจน รัฐในทางเศรษฐศาสตร์ก็จะต้องมีแผนสองที่จะอำนวยความยุติธรรมให้แก่คนในกลุ่ม เหล่านี้ โดยการช่วยเหลือทางสังคม (social assistance)

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังไม่ละความพยายามที่จะหากฎเกณฑ์ความ ยุติธรรมในสังคมให้ได้ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อศาสตราจารย์ John Rawles แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ สามารถศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้งจนสามารถหาทางออกให้นัก เศรษฐศาสตร์ (และนักสังคมศาสตร์อื่นๆ) ได้ โดย Rawles พยายามสร้างหลักหรือกฎเกณฑ์แห่งความยุติธรรมที่ทุกคนในสังคมจะต้องเห็นพ้อง ต้องกัน หรืออย่างน้อยไม่อาจปฏิเสธได้

หลักที่ว่านี้กำหนดให้ (ผู้ใหญ่) ทุกคนในสังคมมีสิทธิพื้นฐานในทางการเมืองเท่าเทียมกันเป็นอันดับแรก (สิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการเลือกตั้ง) และในสภาพของความเท่าเทียมในทางการเมืองเช่นนี้ Rawles กำหนดให้ทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าแต่ละคนมีฐานะในทางสังคมอย่างไร (veil of ignorance) เป็นลูกเต้าเหล่าใคร หรือมีความสามารถแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ในสภาพเช่นว่านี้ Rawles ให้เหตุผลว่า แต่ละคนย่อมคิดถึงสวัสดิภาพหรือสวัสดิการของตัวเอง และไม่ต้องการเป็นคนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ปฏิเสธที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสังคม หากตัวเขาเองเป็นคนที่ตกต่ำที่สุดในสังคมนั้น Rawles อ้างว่า สองเงื่อนไขที่ว่านี้จะทำให้เราได้สังคมที่ยุติธรรม (just society)

ดูเหมือนว่าทฤษฎีความยุติธรรมของ Rawles จะเป็นคำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์จะสามารถนำมาใช้ได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ยังไม่เห็นด้วย อาทิเช่น ศาสตราจารย์ Amartya Sen วิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีความยุติธรรมของ Rawles ว่าเป็นทฤษฎีในอุดมคติ ใช้ไม่ได้กับโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันซึ่งแต่ละสังคมจะมีความแตกต่าง กัน จำเป็นต้องศึกษาเปรียบเทียบกันเป็นกรณีๆไป

แต่ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว ความแตกต่าง นี้ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะลบเลือนความสำคัญที่นักปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ทั้งสอง นี้ให้แก่การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะทำให้นักกฎหมายมีความระมัดระวังในการวินิจฉัยความผิดใน ทางอาญาของคนในสังคมมากขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) อาจจะไม่เพียงพอที่จะพิจารณาเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นแก่ปัจเจกบุคคลผู้เสียหาย แต่ต้องดูด้วยว่า การลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเกิดผลเสียหายแก่สังคมหรือกลุ่มคนอื่นในสังคมหรือไม่

โดยสรุปแล้วทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บอกให้เรารู้ว่าการเลือกหรือการ ตัดสินใจของบุคคล (หรือของรัฐ) จะเกิดผลสองด้านเสมอ ทั้งบวกและทั้งลบ ทั้งต้นทุนและผลประโยชน์ การอำนวยความยุติธรรมในเรื่องใดก็แล้วแต่ควรจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงทาง เศรษฐศาสตร์ข้างต้นนี้ด้วย นอกจากนี้แล้ว ความยุติธรรมของปัจเจกบุคคลและความยุติธรรมของสังคมยังเป็นประเด็นที่เราจะ ต้องพิจารณาควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ความยุติธรรมที่สมดุลที่สุด

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: