บทเรียนจากสาวซีวิค เด็กแว้น รถเก๋ง และรถตู้

สองมาตรฐานและสิทธิในการสัญจร: บทเรียนจากสาวซีวิค เด็กแว้น รถเก๋ง และรถตู้
กานดา นาคน้อย

กรณี เด็กสาวขับรถฮอนด้าซีวิคชนรถตู้โดยประมาทและไม่มีใบขับขี่เมื่อวันที่ 28 ธค. ได้รับความสนใจในวงกว้างโดยเฉพาะในชุมชนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นพันทิปดอตคอม เฟซบุ๊ค ฯลฯ
แม้ดิฉันอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็ติดตามข่าวนี้ เพราะผู้เสียชีวิต 1 ใน 9 ราย คือ เพื่อนเก่า

การวิพากษ์วิจารณ์ในชุมชนออนไลน์ มีสาเหตุจากการบิดเบือนข้อมูลของสื่อมวลชนหลายสังกัด

เบื้อง ต้นสื่อรายงานว่าสาวซีวิคบาดเจ็บสาหัส การรายงานดังกล่าวขัดกับรูปภาพในชุมชนออนไลน์ และขัดกับความจริงที่ปรากฏภายหลังว่า เธอเดินได้ปกติในวันที่มารายงานตัวกับตำรวจตามหมายเรียก
นอกจากนี้การตอกย้ำโดยสื่อมวลชนว่ารถตู้เป็นฝ่ายผิด ยิ่งทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์สาวซีวิคขยายตัว

ชุมชนออนไลน์คือสื่อทางเลือก

ชุม ชนออนไลน์แสดงบทบาทสื่อทางเลือกด้วยการเผยแพร่รูปภาพและข้อมูลเกี่ยวกับสาว ซีวิค จนครอบครัวของเธอเปิดเผยตัวตนต่อสื่อกระแสหลักว่า เธอเป็นทายาทของสกุลเก่าแก่สกุลหนึ่ง

เกิดกระแสวิจารณ์กันต่อว่า ครอบครัวของเธอใช้อภิสิทธิ์เพื่อก้าวก่ายสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่หรือไม่?
คนร่วมสกุลของเธอเผยแพร่จดหมายแสดงความเสียใจผ่านสื่อมวลชน ขอให้เป็นอุทาหรณ์แก่สังคมทั้ง ๆ ที่คนนอกสกุลเป็นผู้สูญเสีย

ไม่แน่ใจว่าอุทาหรณ์สอนใคร ?
สอนคนในสกุลอื่นว่าอย่าปล่อยให้ลูกออกมาเพ่นพ่านบนท้องถนนจนชาวบ้านเสียชีวิตหรือ ?
ญาติผู้ใหญ่ยศพลเอกของเธอ ได้ขอร้องให้สื่อหยุดโจมตี ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายโจมตีไม่ใช่สื่อกระแสหลัก

ประเด็นสำคัญคือ ความคลุมเครือในการเสนอข่าว

มีผู้เรียกร้องสิทธิคุ้มครองเธอในฐานะเยาวชน แต่ไม่ชัดเจนว่าเธออายุเท่าไร ?
ปอเต็กตึ๊งรายงานว่าเธออายุ 18 แต่สื่อรายงานว่า 16
สุดท้ายเธอให้สัมภาษณ์ว่า 17

บิดาของเธอให้สัมภาษณ์ว่าเธอขับรถเองที่สหรัฐฯก่อนจะกลับมาเมืองไทย
ทั้ง ๆ ที่ใบขับขี่อเมริกันมีเงื่อนไขว่า ผู้ถือใบขับขี่ต้องมีอายุอย่างน้อย 18
ในทีสุดตำรวจแจ้งข้อหา และออกหมายเรียกในฐานะเยาวชน

เพียง สัปดาห์เดียวตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่เธอรายงานตัวตามหมายเรียก ชุมชนออนไลน์กลายเป็นสนามปะทะคารมระหว่าง “ฝ่ายโจมตีคุณหนูลูกอภิสิทธิชน” และ “ฝ่ายปกป้องหนูน้อยผู้น่าสงสาร”

แม้ว่าสมาชิกเฟซบุ๊คทีกด “ชอบ” เฟซบุ๊คมั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนไม่พอใจเธอ มีจำนวนเกือบ 300,000 คน หลายความคิดเห็นเป็นการแสดงความคิดเห็นซ้ำซากของสมาชิกเดิม ๆ การแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในรูปการให้คะแนนสนับสนุนความคิดเห็น ลักษณะการออกเสียงดังกล่าวคล้ายการออกเสียงในความคิดเห็นท้ายข่าวออนไลน์

จุดเด่นของการวิจารณ์ในชุมชนออนไลน์คือ
การเปรียบเทียบวุฒิปริญญาและหน้าที่การงานของผู้เสียชีวิต กับสาวซีวิค

เงื่อนไข ด้านการศึกษา กดดันให้มารดาสาวซีวิคไปงานศพของผู้เสียชีวิตที่มีวุฒิปริญญาเอก และกราบขอขมามารดาของผู้เสียชีวิต แต่ไม่สามารถกดดันให้สมาชิกในครอบครัวเธอไปงานศพของผู้เสียชีวิตที่มีวุฒิ การศึกษาต่ำกว่าปริญญาเอก

สื่อสังกัดหนึ่งลงข่าวว่า ครอบครัวสาวซีวิคช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 30,000 บาท
แต่มารดาของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งเขียนลงเฟซบุ๊คว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวเท็จ
น่าอัศจรรย์ว่า เงินจำนวนนี้ซื้อไม่ได้แม้กระทั่งตั๋วเครื่องบินไปกลับระหว่างกรุงเทพฯและสหรัฐฯ พอจะซื้อไวน์ดี ๆ ได้ไม่กี่ขวด

ตัวเลขนี้มาจากไหน? 100 ปีที่แล้วเงินจำนวนนี้มากพอที่จะซื้อบ้านได้ซักหลัง
หรือว่าผู้กำหนดตัวเลข 30,000 เป็นคนหลงอดีตจนลืมคิดอัตราเงินเฟ้อ?

การใช้วุฒิปริญญาเป็นเงื่อนไขของความยุติธรรม ทำให้สื่อมวลชนบางสังกัดเปลี่ยนท่าทีในการเสนอข่าว
กลยุทธ์ดังกล่าวโจมตีการวัดค่าของคนด้วยชาติกำเนิด และสนับสนุนให้วัดค่าของคนด้วยปริญญาและหน้าที่การงาน

แม้ว่าการวัดค่าของคนด้วยหน้าทีการงาน จะสอดคล้องกับการคำนวณความเสียหายในคดีแพ่ง
การวัดค่าของคนด้วยปริญญาและหน้าที่การงาน ขัดแย้งกับนิยามสิทธิมนุษยชนในทางอาญา
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา กลยุทธ์นี้ไม่สามารถแก้ปัญหาสองมาตรฐานได้เท่าไรนัก
ทำได้อย่างมากคือช่วยกำหนดตัวเลขค่าชดเชยความเสียหายทางแพ่งให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต เช่น
ถ้าใช้มูลค่าเงินเดือนและสวัสดิการ 40,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 30 ปีโดยไม่ขึ้นเงินเดือน จะตกเป็นเงิน 14,400,000 บาท

อย่างไรก็ดี เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ชุมชนออนไลน์มีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อทางเลือก
สื่อทางเลือกให้บทเรียนแก่สื่อมวลชนว่า การรายงานเท็จและสอนจริยธรรมไปพร้อม ๆ กันไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

โลกา ภิวัฒน์ทางข้อมูล ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดข้อมูล ชุมชนออนไลน์ทำให้ข่าวกลายเป็นสินค้าราคาถูกและตรวจสอบได้ง่าย แม้แต่ที่สหรัฐฯ หนังสือพิมพ์ที่คุณภาพต่ำ เสียลูกค้าและขาดรายได้จากการโฆษณาจนต้องขายกิจการกันหลายราย

ระหว่างสาวซีวิค กับ เด็กแว้น

“ฝ่าย ปกป้องหนูน้อยผู้น่าสงสาร” นำเสนอความน่าสงสารโดยเปรียบเทียบเธอกับ “ไอ้ฟัก” ในวรรณกรรมเรื่อง “ผู้พิพากษา” การเปรียบเทียบดังกล่าวเหมือนเปรียบว่า “ใครเก่งกว่ากัน ระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์กะมิคกี้เมาส์?”

เป็นการเปรียบเทียบที่ประเมินไม่ได้และไม่มีประโยชน์ เพราะมิคกี้เมาส์และไอ้ฟักไม่มีตัวตนจริง
วิธีการนำเสนอ “ดราม่า” คล้ายการนำเสนอประเด็นสาวซีวิคยืนเล่นบีบีในที่เกิดเหตุโดย

“ฝ่ายโจมตีคุณหนูลูกอภิสิทธิชน” ไม่ว่าไอ้ฟักหรือบีบี ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
ดิฉันขอเสนอให้ผู้อ่านที่ต้องการใช้เหตุผลโยนทั้งไอ้ฟักและบีบีออกจากจินตนาการ และกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เมื่อการนำเสนอด้วย “ดราม่า” ไม่ได้ผล
“ฝ่ายปกป้องหนูน้อยผู้น่าสงสาร” หันมาเรียกร้องสิทธิคุ้มครองเธอในฐานะเยาวชน

โปรดสังเกตว่า ไม่มีนักสิทธิมนุษยชนออกมาเรียกร้องสิทธิคุ้มครองเยาวชนให้เด็กแว้น
ทั้งสื่อมวลชนและตำรวจ กระตือรือร้นในการดำเนินคดีกับเด็กแว้น และเรียกร้องให้ผู้ปกครองรับผิดชอบ
ตำรวจ และสถานพินิจเยาวชนร่วมกันควบคุมเด็กแว้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีการประสานงานกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และอัยการเพื่อเตรียมตัวต้อนรับเด็กแว้น แบบที่ต้อนรับสาวซีวิคและผู้ปกครองในวันรายงานตัว

ทำให้เกิดคำถามว่าเด็กแว้นทำคนตายไปกี่คน ?
การซิ่งและก่อความรำคาญโดยเจตนา แย่กว่าการซิ่งโดยประมาท แล้วทำคนตาย 9 ศพโดยไม่เจตนาหรือ ?

ลองสมมุติว่าเป็นทีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่บิดาสาวซีวิคอ้างอิงว่า สาวซีวิคขับรถเองก่อนกลับเมืองไทย

ถ้าเธอเป็นเยาวชนจริง
เธอจะโดนอายัดตัวเพื่อสอบปากคำและตรวจแอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดในร่างกาย
เพื่อหาสาเหตุว่า ความประมาทของเธอมาจากแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดหรือไม่
ถ้าบาดเจ็บก็ไปโรงพยาบาล แต่ไม่ได้กลับไปอยู่ในความคุ้มครองของผู้ปกครองทันที
ผู้ปกครองเธอต้องโดนดำเนินคดีอาญา ด้วยข้อหาปล่อยปละละเลย
อาจโดนพิพากษาให้เสียสิทธิในการเลี้ยงดูเยาวชน

ดิฉันไม่ได้คลิก “ชอบ” เฟซบุ๊คที่บอกว่า “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนไม่พอใจเธอ”
ถ้าเฟซบุ๊คดังกล่าวเปลี่ยนชื่อว่า “ฉันไม่พอใจเธอ” ดิฉันจะคลิกชอบ
ดิฉันไม่มั่นใจว่ามีคนไทยกี่คน ไม่พอใจเธอ เพราะพูดแทนคนอื่นไม่ได้
แต่เป็นความจริงว่า มีสองมาตรฐาน เมื่อเราเปรียบเทียบกับเด็กแว้น

สองมาตรฐานน่ากลัวกว่าเฟซบุ๊ค

“ฝ่ายปกป้องหนูน้อยผู้น่าสงสาร” บางคนนำเสนอว่า เฟซบุ๊คอาจจะทำให้คนเกลียดชังกันจนใช้ความรุนแรง

โดยผิวเผิน ผู้อ่านตัดสินความดิบเถื่อนจากภาษาในชุมชนออนไลน์ ทั้ง ๆ ที่ความดิบเถื่อนที่แท้จริงคือ
การ เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ความดิบเถื่อนดังกล่าวเป็นพื้นฐานของสังคมสองมาตรฐาน คนที่กลัวพลังของเฟซบุ๊ค น่าจะกลัวความดิบเถื่อนของสังคมสองมาตรฐานมากกว่า

สังคมสองมาตรฐาน เป็นสังคมที่ความกลัวต่อสู้กับความโกรธ
เมื่อคนโกรธจนลืมกลัว ก็ใช้ความดิบเถื่อนตอบโต้ความดิบเถื่อน
สังคมสองมาตรฐานมีรากฐานมาจากสังคมทหาร ที่สอนให้คนฆ่าคนโดยไม่รู้สึกผิด
ความดิบเถื่อนของสังคมไทยไม่หายไปไหน ตราบใดที่ยังมีระบบทหารเกณฑ์
เฟซบุ๊ค เป็นเพียง “กระจกสะท้อนสังคมไทย” ที่สื่อกระแสหลักไม่ยอมเสนอให้คนไทยรู้ตัวเท่านั้น

โปรดสังเกตว่าการกังวลกับอนาคตโดยไม่คำนึงถึง “ความน่าจะเป็น” เป็น “ดราม่า” แบบหนึ่ง
สังคมเฟซบุ๊คเป็นสังคมออนไลน์ คนติดเฟซบุ๊คนั่งเล่นเฟซบุ๊คไม่ไปไหน
ถ้าไม่มีการเตรียมการร่าง พรบ.นิรโทษกรรม หรือผู้คุมกฎให้ท้าย
จะพากันไปบุกบ้านใครเพื่อด่าหรือทำร้ายใครไหม?

ถ้า ผู้อ่านกังวลในประเด็นนี้มาก ขอเสนอให้นับดูว่าที่โพสต์ด่าบนเฟซบุ๊คดังกล่าวมีกี่คน? ถ้าอ่านดูจะพบว่าเป็นความเห็นซ้ำซากจากคนเก่า ไม่ได้มีเกือบ 300,000 คนแบบจำนวนคนที่กด “ชอบ” คำถามเพื่อตรวจสอบความจริง (Reality check) มีต่างๆ นานา อาทิ เฟซบุ๊คทำคนตายไปแล้วกี่คน? ตอนมารดาสาวซีวิคไปขอขมามารดาของผู้เสียชีวิตวุฒิปริญญาเอกมีใครปาอะไรใส่ มารดาสาวซีวิคหรือ? มีการเสนอข่าวว่าสาวซีวิคโดนขู่ฆ่า ถ้ากลัวนักก็จ้าง รปภ. ได้เพราะครอบครัวเธอมีฐานะ มีญาติเป็นทหารระดับสูงจะกลัวเหมือนในละครทำไม?

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ สื่อมวลชนรายงานข่าวว่าสาวซีวิคจะบวชชีให้ผู้เสียชีวิต

การบวชไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม เพราะไทยไม่ใช่รัฐศาสนา
การยกประเด็นดังกล่าวอ้างอิงศาสนา คล้ายการนำเสนอว่า “ความตายเป็นกรรมเวรส่วนตัว”
การ นำเสนอ “กฎแห่งกรรม” เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัว ไม่ใช่กฎหมายที่เป็นกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันในสังคม บ้างก็ว่าคนตายฟื้นคืนชีพไม่ได้

ตายแล้วแล้วไง?
ตายแล้ว คนเป็นไม่ต้องบังคับใช้กฎหมายหรือ ?
ให้คนเป็นนั่งรอกฎแห่งกรรมไปตามยถากรรมหรือ?

การเรียกร้องให้ชุมชนออนไลน์หยุดสนใจคดีนี้ เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความยุติธรรม
ประเทศอื่นมีความยุติธรรมได้จากการเรียกร้อง
ตำรวจและผู้พิพากษาฝรั่ง ไม่ได้เอาความยุติธรรมมาแจกให้ฟรี ๆ
คนตายอย่างไม่เป็นธรรมในอดีต ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ทำให้กระบวนการยุติธรรมพัฒนาได้
ออกมาทั้งไปงานศพ กดดันผ่านสื่อมวลชน ผ่านเครือข่ายทางสังคมต่าง ๆ

คนอเมริกันเข้าใจดีว่า ถ้าคนอื่นไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน
ความยุติธรรมไม่ใช่ของฟรี คณะลูกขุนคือคนธรรมดา ที่ต้องสละเวลามาร่วมกระบวนการยุติธรรมของผู้อื่น
ความยุติธรรมไม่มีวันเกิดขึ้นในสังคมไทย ถ้าคนนิ่งดูดายและถือว่า “ไม่ใช่ญาติฉัน ฉันไม่เสียเวลาด้วย”

ถ้าไม่สนใจแม้กระทั่งจะสงสัยว่า “ความยุติธรรมคืออะไร?”
ก็หวังยากว่าจะหลุดพ้นการรอคอยความยุติธรรมชาติหน้าที่มาไม่ถึง

ถ้าผู้อ่านกลัวเฟซบุ๊คมาก อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วคุณกำลังกลัว “ความดิบเถื่อนของสังคมสองมาตรฐาน”
ความ ดิบเถื่อนดังกล่าวไม่เห็นค่าของคนเท่ากัน แม้คนเฟซบุ๊คเองก็ยังไม่เห็นความค่าของ 91 ศพ เท่า 9 ศพเพราะเขาเอาปริญญาเป็นน้ำหนักในการวัดค่าของคน (ไม่รู้ปู่ย่าตายายมีปริญญาเอกกันกี่คน?)

ไม่มีเฟซบุ๊คชื่อว่า “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนไม่พอใจที่คนไทยตาย 91 ศพเมื่อเดือนพฤษภา”
แต่เขาก็ไม่ดิบเถื่อนเท่าคนที่ไม่เห็นค่าของศพแม้แต่ศพเดียว

รถเก๋งและรถตู้

โศกนาฏกรรมนี้แสดงให้เห็นความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรายได้และการศึกษา
นัก วิจัยปริญญาเอก หรืออาจารย์วุฒิปริญญาโท มีตำแหน่งผู้ช่วยคณบดี ใช้บริการรถตู้ เพราะรายได้ไม่มากพอที่จะซื้อรถยนต์ ประเด็นคือรถยนต์ไทยราคาแพงกว่าต่างประเทศมากทั้ง ๆ ทีคุณภาพต่ำกว่า

ที่สหรัฐฯ ฮอนด้าซีวิคราคา 5 แสนบาท เทียบเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อปีของวิศวกรจบใหม่หลักหักภาษีแล้ว
ดัง นั้น วิศวกรจบใหม่ ผ่อนรถยนต์ได้เลยตั้งแต่เริ่มทำงาน รถที่ถูกกว่าซีวิคก็มีทั้งยี่ห้อฮอนด้าด้วยกันและทั้งจากสารพัดยี่ห้อ ตัวอย่างรถรุ่นอื่น เช่น ฮอนด้าแอคคอร์ด หรือโตโยต้าแคมรี ราคาเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท

เปรียบเทียบกันแล้ว รถเมืองไทยราคาแพงกว่ากันเป็นเท่าตัว
เมื่อ เปรียบเทียบรายได้คนจบปริญญาตรียิ่งไปกันใหญ่ สาเหตุที่รถยนต์ไทยราคาแพง คือภาษีการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศสูงมาก รวมทั้งรถมือสอง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์มีอำนาจตลาดมากจนตั้งราคาสูงได้
รถมือสองจากต่างประเทศคุณภาพดีกว่ารถมือสองในไทยมาก

ไม่มีประเทศใดแก้ปัญหารถติดหรือขนส่งมวลชน ด้วยการสนับสนุนให้รถยนต์มีราคาแพง
ประเทศ ที่พัฒนาแล้ว แก้ปัญหารถติดด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน สร้างแรงจูงใจให้คนใช้รถยนต์น้อยลง เช่น เก็บภาษีน้ำมันในอัตราสูง ตั้งกฎเกณฑ์ด้านประกันภัยอย่างเข้มงวด

จากประชานิยมสู่ประชาสัญจร

สาวซีวิคและเด็กแว้น เป็นเพียงตัวอย่างของการละเมิดสิทธิในการสัญจรอย่างปลอดภัยของผู้อื่น
ที่ จริงแล้วคนไทยโดนละเมิดสิทธิในการสัญจรอย่างปลอดภัยตลอดเวลาบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาถนนแคบ พื้นผิวถนนไม่ได้มาตรฐาน ค่าผ่านทางด่วนราคาแพง
(ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯ มีทางด่วนแบบเก็บเงินน้อยมาก ๆ ทางด่วนส่วนใหญ่ฟรี)
กำแพงทางด่วนต่ำ ไม่บังคับใช้กฎจราจรอย่างเป็นธรรม
กระบวนการปิดถนนที่ไม่โปร่งใส และตรวจสอบไม่ได้ ยานพาหนะมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่ำ ฯลฯ

สิทธิ ในการสัญจรอย่างปลอดภัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต และความเป็นความตาย พอ ๆ กับสิทธิในการรับบริการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นนโยบายหลักของนโยบายประชานิยม
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่องค์กรภาคประชาชนต่าง ๆ จะหันมาเรียกร้องสิทธิในการสัญจรอย่างปลอดภัย

เราอาจเรียกมาตรการยกระดับคุณภาพการคมนาคมว่า “นโยบายประชาสัญจร” (People’s Traffic)
การยกระดับขนส่งมวลชน เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้นที่ง่ายกว่านั้นคือ การลดภาษีนำเข้ารถยนต์ใหม่ หรือยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์มือสอง
จะทำให้ราคารถยนต์ใหม่ถูกลง และเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า รถมือสองจะตีตลาดจนรถใหม่ขายไม่ได้จนต้องลดการจ้างงาน

รถ ตู้ราคาก็จะถูกลง ผู้ประกอบการสามารถลดจำนวนผู้โดยสารต่อคัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยได้ และสามารถขึ้นค่าแรงให้คนขับรถตู้ หรือฝึกอบรมคนขับอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ ถ้ากังวลว่าการยกเลิกภาษีนำเข้ารถมือสอง จะทำให้รถติดใน กทม. มากขึ้น ก็ขึ้นภาษีน้ำมันได้
ภาษีน้ำมันไม่จำเป็นต้องเท่ากันทั้งประเทศ กำหนดให้อัตราภาษีใน กทม.สูงกว่าในต่างจังหวัดได้

ส่วนการแก้ปัญหาด้านมาตรฐานถนนและยานยนต์นั้น ต้องอาศัยการบังคับกฎหมาย
อุบัติเหตุเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์และถนนในต่างประเทศ

เพราะ อุบัติเหตุนำไปสู่การตรวจหาความบกพร่องของรถยนต์และถนน นอกเหนือไปจากการพิสูจน์การกระทำของคู่กรณี ความเร็วของการขับรถไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ (ในยุโรปมีทางด่วนออโตบาห์นที่ไม่จำกัดความเร็ว และกำหนดความเร็วขึ้นต่ำ) มาตรฐานถนน และมาตรฐานรถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญ

คนไทยไม่ตื่นตัวเรื่องสิทธิ จึงไม่นิยมฟ้องร้องผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ทำให้ไม่เกิดแรงกระตุ้นในการให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
การเรียกร้องสิทธิเหล่านี้ ควรได้รับการสนับสนุนจากองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?mode=linear&tid=8518&pid=84678#pid84678

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: