สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ถกเขมร ว่าด้วยปัญหา พันธมิตรฯ ฮุนเซ็น ทักษิณ และกองทัพ

(จาก ทีมข่าวต่างประเทศ   ประชาไท  )

 

ประชาไทสัมภาษณ์นักข่าวอาวุโสซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องกัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุดคนหนึ่งของไทย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี จากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ผลงานชิ้นล่าสุดของเขาก็คือ การเป็นคณะทำงาน “โครงการวิจัย เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองสายอนุรักษนิยม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ว่าเป็นชุดงานวิจัย “ขายชาติ”

 

 

ประชาไทถามคำถามพื้นฐานเพื่อความเข้าใจสถานการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาครั้งล่าสุดที่บริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว

 

 

แม้ว่าพื้นที่ปะทะครั้งล่าสุดจะห่างจากพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารถึง 140 กิโลเมตร แต่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหานี้ยังคงต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจเรื่องปราสาทพระวิหาร และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ดังเดิม

 

 

ลึกไปกว่านั้น ที่สุดแห่งปัญหาของการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด มิใช่อะไรอื่น หากเป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในของไทยเอง

 

 แรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายที่ทำให้เกิดการปะทะกันครั้งล่าสุดนี้คืออะไร

 

 แรงจูงใจฝ่ายไทย มีแรงจูงใจที่จะทะเลาะกับกัมพูชาเป็นเรื่องต่อเนื่องของกลุ่มอนุรักษนิยมซึ่งตอนนี้บังเอิญได้เป็นรัฐบาล ที่จะใช้ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นจุดสำคัญในการรวบรวมแรงสนับสนุนทางการเมือง ความจริงเขาก็เริ่มมาตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาลที่เขาคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหารในปี 2551 ซึ่งก็ต่อเนื่อง โดยการคัดค้านโดยอาศัยข้ออ้างว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะทำให้ไทยเสียสิทธิในการทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร

ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าสิทธินั้นหมดไปนานแล้ว เพราะว่าพิจารณาจากกฎเกณฑ์ของธรรมนูญศาลโลก การอุทธรณ์ก็หมดลงสิบปีนับจากมีคำพิพากษา นั่นก็คือ พ.ศ.2515 พอพูดเรื่องนี้มากๆ ก็บอกว่าพื้นที่รอบๆ ปราสาทซึ่งเราอ้างสิทธิอยู่ว่าเป็นของเราก็ยังไม่ชัดเจน กัมพูชาจะเอาพื้นที่ตรงนั้นไปทำ Buffer Zone สำหรับมรดกโลกได้อย่างไร (ปกติมรดกโลกจะต้องมี Core Zone และ Buffer Zone สำหรับบริหารจัดการ)

 

ไทยก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเราอ้างสิทธิทับซ้อนอยู่ อ้างสันปันน้ำเป็นเขตแดน ข้อตกลงอะไรต่างๆ แม้ว่าข้ออ้างเหล่านี้จะตกไปหมดแล้วในคำพิพากษาของศาลโลกแต่ก็ยังยกเป็นประเด็นในการคัดค้านการดำเนินการเรื่องปราสาทเขาพระวิหารอยู่

 

ซึ่งก็ได้แรงสนับสนุนจากคนจำนวนหนึ่งในประเทศไทย มีกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นจุดสำคัญ บังเอิญว่าระยะหลังเสื้อเหลืองไปไกลกว่ารัฐบาล ถึงขั้นจะใช้กำลังเอาคืนอย่างจริงๆ จังๆ ให้ยกเลิกสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยทำไว้ MOU เช่นการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่เคยทำในสมัย พ.ศ.2543 ซึ่งเกินเลยจากที่รัฐบาลอยากจะทำก็เลยเกิดความขัดแย้งกันขึ้นของฝ่ายไทย

 

 

ทีนี้ความขัดแย้งหลายๆ อย่างก็ถูกยกระดับโดยความขัดแย้งภายในประเทศของไทยเองด้วย ระหว่างความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มของรัฐบาลกับพวกเสื้อเหลือง กับเสื้อแดงซึ่งเชื่อมโยงไปถึงทักษิณ ชินวัตรซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีมาก่อนกับรัฐบาลในพนมเปญ มันก็สะสมความขัดแย้งเพิ่มขึ้นไปอีก ก็กลายเป็นประเด็นว่าไทยกัมพูชามีปัญหากันในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลด้วย เพราะว่ารัฐบาลฮุนเซนก็ใช้เงื่อนไขความขัดแย้งภายในประเทศเป็นเครื่องมือด้วย ก็ทำให้ข้อขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ในฝั่งกัมพูชา วัตถุประสงค์สำคัญของการดำเนินการมีสองอย่าง อย่างแรกนั้นอยากได้จริงๆ ก็คืออยากบริหารจัดการในฐานะที่เป็นมรดกโลก เพราะว่าเป็นแผนทางเศรษฐกิจด้วย ตามหลักแล้วการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ท่องเที่ยว มีพื้นที่ทำเงินในแง่ของการท่องเที่ยวได้ เหมือนนครวัด เหมือนพื้นที่อื่นๆ ในโลกนี้ ที่เป็นแผนของการส่งเสริมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะใช้ตัวมรดกโลกนี้เป็นตัวเชื่อมโยงการพัฒนาพื้นที่ทางภาคเหนือของกัมพูชาเอง

 

 

อีกส่วนหนึ่ง ในทางการเมืองรัฐบาลฮุนเซนก็ได้เครดิตมากที่สามารถเอาปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ ถือเป็นแห่งที่สองนับจากนครวัด ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จซึ่งเขาได้แรงสนับสนุนจากประชาชนค่อนข้างมาก เป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ในกัมพูชาช่วงที่ได้ขึ้นทะเบียนใหม่ๆ ก็มีการเฉลิมฉลองกันอย่างอึกทึกครึกโครม

พอมาประจวบเหมาะกับการที่ไทยคัดค้านก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเขา

 

 

เหตุที่ไทยอ้างก็เป็นเหตุที่สำหรับกัมพูชาแล้วฟังดูเหลวไหล เพราะการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยทั่วไปแม้ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่คร่อมพรมแดน หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน แต่ตามหลักของ UNESCO Convention มาตรา 11 (3) บอกว่า การขึ้นทะเบียนของทรัพย์สินใดๆ ไม่ทำให้ประเทศที่อ้างสิทธิหรืออำนาจอธิปไตยเหนือบริเวณนั้นเสียสิทธิไปแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงการเป็นเจ้าของ

 

ถ้าหากว่าไทยเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณนั้นจริงๆ มันก็ยังคงเป็นอยู่ มันไม่เท่ากับการยอมรับว่าปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา เอาล่ะ ปราสาทพระวิหารนั้นศาลโลกตัดสินแล้วว่าเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบบริเวณนั้นก็ยกมาเป็นกรณีพิพาทได้ ทั้งๆ ที่จะไม่ยกให้เป็นกรณีพิพาทก็ได้นะ เพราะถ้าเราบอกว่ายังปักหลักเขตแดนยังไม่เสร็จก็ละไว้ ก็ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปได้

 

ความจริงแล้วกัมพูชาก็ยอมไทยมากนะ ก่อนหน้านี้เขาเคลมพื้นที่ 1: 200,000 ซึ่งกว้างกว่านั้นมาก แต่พอรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวชโดยคุณนพดล ปัทมะก็เจรจาว่าเอาเฉพาะที่ไทยขีดไว้ให้ได้ไหม เพราะว่าที่เหลือเรายังพิพาทกันอยู่  คือทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกเรายังพิพาทกันอยู่คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็เขียนแผนผังกันใหม่ ซึ่งมติเรื่องนี้ก็บรรจุอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลก ตั้งแต่การประชุมที่ควิเบก แคนาดา ในปี 2551 ก็ยังบรรจุอยู่เรื่อยมาว่า พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่บริหารจัดการนั้นไม่รวมพื้นที่พิพาทจนกว่าจะสามารถตกลงกับฝ่ายไทย แต่ว่าฝ่ายไทยก็ไม่ไว้วางใจ รัฐบาลชุดปัจจุบัน (ชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ตอนที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งใหม่ๆ ถึงกับพูดว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เพราะว่าเราคัดค้านอยู่

 

ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ มันเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่เราก็ยังโกหกพกลมกับประชาชนเราได้ เพื่ออะไร ก็เพื่อผลทางการเมือง และสื่อมวลชนก็รายงานตามคำพูดของรัฐบาลทุกคำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรที่ไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แผนการบริหารก็คือรายงานประจำช่วงระยะเวลา และคณะกรรมการมรดกโลกก็กำหนดปี 2556 ก็ต้องส่งอีกแผนหนึ่ง เป็นการอัพเดทเรื่อยๆ การส่งแผนไม่ได้เท่ากับว่าจะมีการอนุมัติแล้วต้องหยุดหรือดำเนินการต่อ ไม่เป็นเหตุให้สถานะความเป็นมรดกโลกสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด

 

 แต่รัฐบาลไทยก็ใช้ข้อพิจารณานี้เป็นเหตุที่ว่า สามารถทำเลื่อนการพิจารณาแผนของกรรมการมรดกโลกได้ว่านี่คือชัยชนะของการต่อสู้กับกัมพูชา เป็นคำอธิบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองว่านี่เป็นการต่อสู้กับเพื่อนบ้านในเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งเราไม่มีสิทธิอะไรแล้ว

 

 

เพราะฉะนั้น เมื่อกลับไปมองฝั่งกัมพูชา ฮุนเซน ก็เป็นมนุษย์ปุถุชน เมื่อแผนงานการดำเนินงานของเขาถูกขัดขวางเยี่ยงนี้ก็ย่อมโกรธ และเมื่อสามารถลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจไทยได้ จริงๆ กัมพูชาไม่เคยกล้าหือกับไทย มีไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ ถือเป็นครั้งแรกๆ ถ้านับจากสีหนุ นี่ก็เป็นยุคแรกๆ ที่กัมพูชากล้าหือกับไทย

แล้วทำไมฮุนเซนถึงกล้า

 

เพราะในทางการเมืองฮุนเซนถือว่ามีอำนาจมากนะ พรรคฝ่ายค้านในกัมพูชาอ่อนแอโดยฝีมือของฮุนเซนเอง สัม รังสี ก็อยู่ในประเทศไม่ได้ ถูกถอนจากการเป็นสมาชิกสภา พรรคก็เล็กนิดเดียว ก็ทำให้อำนาจของฮุนเซนมาก ประกอบกับฝ่ายไทยก็แสดงอาการอ่อนแอให้เห็นอย่างชัดเจน ก็เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ยามใดที่ไทยอ่อนแอก็เปิดช่องให้ศึกข้างนอกเข้ามาได้

 

 

ไทยอ่อนแอในหลายๆ มิติ ตัวรัฐบาลเองก็ไม่มีอำนาจเต็ม เพราะว่าไม่ใช่รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างใสสะอาด รัฐบาลอภิสิทธิ์อ้างได้ว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่กระบวนการในการสร้างรัฐบาลนี้มีช่องว่างมาก

สอง ฝ่ายค้าน หรือกระบวนการอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีความเข้มแข็งมาก และมีความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชาอีก

 

 

สาม ทหารต้องการมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น วิธีเดียวที่จะทำให้ทหารมีความชอบธรรมในการควบคุมทางการเมืองได้ ก็คือการสร้างศึกสงคราม ความขัดแย้ง และมีข้ออ้างเรื่องความมั่นคงมากๆ กรณีนี้ก็เช่นกันที่ประจวบเหมาะมาก ที่ทหารไทยยินดีอย่างยิ่ง กัมพูชาก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะกระโจนเข้าสู่ความขัดแย้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายในของทั้งสองฝ่าย

 

จริงๆ ฮุนเซนก็ได้แรงสนับสนุนมากขึ้นมากจากประชาชนของเขา เราก็ทราบดีว่าชาวกัมพูชานิยมชมชอบความขัดแย้งนี้เพราะเขาคิดว่าฮุนเซนเป็นคนที่สามารถสยบไทยได้ในเรื่องปราสาทพระวิหาร คือทำให้ไทยหยุดพูดให้ได้ เพราะทุกครั้งถ้าสังเกต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราสาทพระวิหาร ไม่ว่าใครก็ตาม ที่พูดว่าปราสาทหินทั้งหลายแหล่ไม่ใช่ของกัมพูชา พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณเป็นของไทยมาก่อน จะพูดจริงหรือไม่ก็ตามไม่ต้องไปสืบสวนด้วยซ้ำไป ขอให้ได้ยินว่าคนไทยอยากได้ปราสาทหิน วันนั้นคนเขมรจะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที

 

ยิ่งคนไทยพูดว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทยยิ่งแล้วใหญ่ มันเหมือนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง เพราะฉะนั้นก็ผสมผเสกันหลายอย่าง ความขัดแย้งจึงมีทีท่าที่จะลุกลาม เพราะมีประเด็นพ่วงค่อนข้างมาก ซึ่งประเด็นพ่วงที่เป็นปัญหาภายในของไทยก็มากอยู่ ความขัดแย้งภายในก็มากและเกือบจะเป็นกำลังขับที่สำคัญในความขัดแย้งครั้งนี้ด้วยซ้ำไป นั่นก็คือความขัดแย้งทางการเมืองภายใน บังเอิญว่ากลุ่มเสื้อแดงและทักษิณมีความสัมพันธ์อันดีกันมาก่อนกับกัมพูชา ซึ่งเปิดโอกาสให้ฮุนเซนเล่นการเมืองไทย

 

 

ไม่บ่อยนักนะในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ผู้นำกัมพูชาจะมีทักษะและมีความกล้าหาญมากที่จะเข้ามาเล่นการเมืองภายในของไทย แต่ก่อนมีแต่ฝ่ายไทยเป็นผู้เล่น เมื่อก่อนไทยสนับสนุนฝ่ายเขมรแดง ต่อต้านฮุนเซน นี่คือประวัติศาสตร์ช่วงความจำระยะสั้นนะ ไม่นับรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ไทยเข้าบุกยึด หนุนคนนั้นคนนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์เพื่อสถาปนาอำนาจของสยามในกัมพูชา

 

แต่ในยุคร่วมสมัยนี้ การที่ไทยสนับสนุนเขมรแดง เจ้าสีหนุต่อสู้กับฮุนเซน แล้วทำไมฮุนเซนจะจำเรื่องพวกนี้ไม่ได้ล่ะ เขาต้องจำได้สิ เพราะว่าเขาอยู่ในช่วงนี้ของประวัติศาสตร์ เขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมาก่อน ในช่วงที่ไทยสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของเขาตอนนั้นเราก็เชื่อว่าเวียดนามสนับสนุนฮุนเซนเพื่อต่อต้านไทย นั่นก็เป็นการเล่นการเมืองภายในของกัมพูชา เพราะฉะนั้น กลับกัน มาถึงยุคนี้เมื่อฝ่ายไทยแตกแยกบ้างเขาก็เห็นช่อง เรื่องนี้เบลมกันไม่ได้
 

ในกัมพูชาก็มีความขัดแย้ง เนชั่นสุดสัปดาห์ก็เพิ่งเขียนบทวิเคราะห์ไปว่าในกัมพูชาเองก็มีความขัดแย้งสูง คะแนนเสียงฮุนเซนกำลังตก 

นั่นเป็นข้อแก้ตัวของชนชั้นนำไทย ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมฮุนเซนก้าวร้าวกับตัวเองขนาดนี้ เลยอธิบายว่าฮุนเซนต้องการที่จะสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้ว่าฝ่ายค้านของกัมพูชาไม่ได้เข้มแข็งขนาดที่ว่าฮุนเซนจะต้องสร้างคะแนนนิยมเพื่อหล่อเลี้ยงสถานะทางการเมืองของตัวเองขนาดนั้น
 

แม่ทัพภาคสองบอกว่า กัมพูชาเสียดินแดนให้เวียดนามเยอะ

 

 

ก็มีมูล เวียดนามกับกัมพูชาก็ยังปักเขตแดนไม่เรียบร้อยดี ก็ยังทะเลาะกันอยู่ มีปัญหา แต่ความที่ฮุนเซนติดหนี้บุญคุณกับเวียดนามมากเขาก็ไม่กล้าดึงดันกับเวียดนามมากนักเมื่อเทียบกับไทย เพราะเวียดนามเคยช่วยฮุนเซนรบกับไทย
 

มิติระหว่างประเทศล่ะ ดูเหมือนฮุนเซนมั่นใจว่าอาเซียนยืนอยู่ข้างตัวเองหรือเปล่า

 

ในกรณีนี้ เรื่องปราสาทพระวิหาร ต้องบอกว่าความชอบธรรมของไทยมีน้อย เพราะว่าปราสาท ศาลโลกตัดสินแล้วว่าเป็นของกัมพูชา ก็อธิบายยากว่าเป็นของกัมพูชาแล้วเราไปคัดค้านอะไรเขา จะคัดค้านเพราะกลัวว่าเราเสียดินแดน มันก็รับฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะว่าจะไปเสียดินแดนได้ยังไงในเมื่อเขาไม่ได้ไปปักปันเขตแดนกัน คือคณะกรรมการมรดกโลกไม่ใช่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินนะ คุณจะไปพิสูจน์เรื่องการปักปันเขตแดนได้อย่างไร

 

 

ความขัดแย้งในกัมพูชาไม่ได้มากนักหรอก เมื่อเทียบกับไทยแล้วปัญหานั้นไม่ได้ลึก ไม่ได้เป็นแรงขับที่รุนแรงอะไร ถ้าเทียบกับความปรารถนาที่จะหยุดปัญหาของฮุนเซน ถ้าเทียบกับไทย ความขัดแย้งของเขาไม่ลึกเป็นแค่การสร้างคะแนนนิยมเบาๆ ปีหน้ามีการเลือกตั้งท้องถิ่น อีกสองปีถึงจะมีเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชา ไม่ใช่เวลานี้

 

 

เพราะฉะนั้นประเด็นพวกนี้เอามาวิเคราะห์ก็แค่ปลอบประโลมใจตัวเองไปแค่นั้นว่าเขามีปัญหานะ เขาถึงมาทะเลาะกับเรา แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูตัวเองว่าเรามีปัญหามากกว่า ใครล่ะที่บอกให้รัฐบาลเอาเอฟ 16 ไปถล่ม ไม่ใช่คนไทยเหรอ ใครล่ะที่บอกให้รัฐบาลใช้กำลังทหารขับไล่ชุมชนกัมพูชาออกไปจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ก็คนไทย ใครล่ะบอกให้ยกเลิก MOU 2543 ก็คนไทยอีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นแรงขับจากด้านนี้แรงกว่า แรงเกินกว่าจะไปอ้างหรือกล่าวโทษฝ่ายโน้นฝ่ายเดียวโดยลำพัง 

 

 

ประเด็นเรื่องกัมพูชามั่นใจในทางระหว่างประเทศมากกว่า 

 

ความชอบธรรมในการคัดค้านเรื่องปราสาทพระวิหารของไทยไม่หนักแน่นแข็งแรงมากนัก คือกัมพูชามีความชอบธรรมจากคำพิพากษาศาลโลกปี พ.ศ.2505 เป็นพื้นฐานอยู่แล้วเขาก็อ้างได้ตลอดเวลา ไปไหนเขาก็อ้าง ในขณะที่ไทยเถียงไม่ค่อยออกว่าศาลไม่ได้ตัดสินแบบนั้น เพราะศาลตัดสินแบบนั้น ศาลตัดสินว่าปราสาทพระวิหาร “อยู่ข้าง” กัมพูชา เขาไม่ได้ใช้คำว่า “เป็นของ” ด้วยนะ คำนี้สำคัญมาก

 

 

ภาษาอังกฤษเขาไม่ได้ใช้คำว่า “Belong” แต่เขาใช้คำว่า “ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา” คำว่า “อาณาเขต” อ่านโดยคนที่อ่านหนังสือออกก็เข้าใจแล้ว ไม่ต้องคิดมาก ว่าพื้นที่มันต้องมีกว้างมียาวพอสมควร จะมาพูดเหมือนที่นายกฯอภิสิทธิ์มันดูเหมือนศรีธนญชัยไปหน่อยว่าศาลตัดสินเฉพาะตัวปราสาทแต่แผ่นดินเป็นของเรา คือไปพูดที่ไหนก็อับอาย อยู่บ้านเราพูดเลอะเทอะอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องแบบนี้เอาไปโต้แย้งในต่างประเทศแล้วฟังดูตลก

 

คำพิพากษาไม่ได้ว่าอย่างนั้นสักหน่อย ถ้าศาลเปิดช่องว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา เราก็พอจะอ้างได้แต่เขาไม่ได้เขียนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ว่าชาติต่างๆ จะมองเห็นว่าไทยไม่ค่อยมีความชอบธรรม

 

 

สอง ไทยเป็นชาติใหญ่กว่า ก็เหมือนรถใหญ่ชนกะรถเล็ก รถใหญ่ผิด เป็นสามัญสำนึกทั่วๆ ไปกัมพูชามีทหารน้อยกว่า ฐานะเศรษฐกิจยากจนกว่า พึ่งพิงคนอื่นตลอดเวลา ยุทโธปกรณ์ก็ไม่ดีเท่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมารบกับประเทศที่ใหญ่โตขนาดไทย เป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ เป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน เพราะฉะนั้น ใครๆ ก็ยากที่จะเชื่ออย่างที่ที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเราบอกว่าเราถูกรังแก คือมดคงไม่รังแกช้างกระมัง นี่เป็นธรรมดา เป็นเรื่องเข้าใจยากที่จะอธิบายให้สากลโลกเข้าใจ

 

 

สาม กัมพูชามีพวกมากตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเขาเป็นประเทศเล็กและมีปัญหามาตลอดประวัติศาสตร์ในช่วงความทรงจำระยะสั้น ปัญหากัมพูชาเป็น Global Issue มานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องเขมรแดงเรื่องอะไร ประเทศนี้ตกอยู่ในชะตากรรมที่น่าสงสารมาตลอด เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้มากแม้พฤติกรรมส่วนตัวของฮุนเซนจะน่ารังเกียจ

 

 แต่ในแง่ความเป็นประเทศ กัมพูชาก็เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เป็นประเทศซึ่งถูกมหาอำนาจครอบงำมานาน มหาอำนาจซึ่งครอบงำมานานเขาก็คงเห็นใจมากกว่าจะเห็นใจไทย ไทยก็รู้ว่าอย่างไรฝรั่งเศสก็คงไม่เข้าข้างไทย ถ้าฝรั่งเศสเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในระยะเวลาเดือนสองเดือนนี้ โอกาสที่ไทยจะมีพวกก็น้อย และไทยก็มีพวกน้อยจริงๆ แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้าน

 

 

ลาวก็คงไม่เข้าข้างเรา ประเทศเพื่อนบ้านเราเขามองว่าไทยเป็นคนไม่น่ารัก เรามีปัญหากับเพื่อนบ้านรอบทิศ ถ้าไม่มีกับกัมพูชาเราก็อาจจะมีกับพม่าในเรื่องคล้ายๆ กันคือเรื่องเขตแดน จึงสามารถพิจารณาได้ว่าสุ้มเสียงของต่างชาติ แม้จะไม่มีใครพูดชัดเจนว่าเข้าข้างกัมพูชาอย่างโจ่งแจ้ง แต่หลายประเทศก็แสดงออกผ่านสื่อของเขา อย่างจีนก็ชัดเจนไปดูข่าวซินหัวสิ เวลาอภิสิทธิ์ด่าฮุนเซนลงนิดเดียว แต่เวลาฮุนเซนด่าอภิสิทธิ์ลงเสียยืดยาวทุกคำพูด
 

แปลว่าสื่อบ้านเราบางสำนักก็ประเมินผิดว่าจีนน่าจะอยู่ข้างไทยมากกว่า

 

คือเราอยากให้เขาอยู่ข้างเรา เราคิดว่าเรามีสัมพันธ์อันดีกับจีน ทั้งราชวงศ์และอะไรต่อมิอะไร เราคิดไปอย่างนั้นเพราะเราเชื่อ คนไทยเป็นพวกหลงตัวเองยังไงไม่รู้นะ ไปไหนก็คิดว่าคนรักตัวเอง แต่ลืมมองอีกด้านหนึ่ง ต้องมองรอบๆ หน่อย จีนเขาอาจจะไม่ได้รักกัมพูชาเท่าไหร่หรอก แต่ผลประโยชน์ของจีนในกัมพูชานั้นมีมากขึ้นๆ เขาลงทุนของจีนในกัมพูชาเป็นอันดับหนึ่ง ในขณะที่ไทยตกอันดับลงไปเรื่อยๆ

 

แล้วในดุลยภาพของการต่อสู้เพื่อสร้างฐานอำนาจของจีนในกัมพูชาก็ต้องต่อสู้กับเวียดนามซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมาของจีนและมีอิทธิพลเหนือกัมพูชามาตลอด อิทธิพลของไทยเหนือกัมพูชานั้นไม่ได้มีมากเท่าไหร่ กัมพูชาเป็นสนาม โอกาสที่จีนจะทิ้งกัมพูชามาหาไทยและแสดงออกว่าเข้าข้างไทยอย่างชัดเจนก็เป็นไปไม่ได้ แล้วฮุนเซนก็รู้ข้อเท็จจริงนี้ เขาก็เอาใจจีนมาตลอด สังเกตตอนส่งชาวอุ้ยเก๋อ (หรืออุยกูร์-ซึ่งเป็นชาวจีนมุสลิม จำนวน 20 คน) กลับจีน ใครๆ ก็บอกว่าอย่าส่งกลับ ฮุนเซนก็ส่งตัวกลับไปเฉยๆ ไม่เห็นมีใครไม่แคร์ ฮุนเซนไม่ต้องแคร์เรื่องพวกนี้ แล้วจีนชอบไหม จีนชอบ แม้สหรัฐจะด่าเป็นฟืนเป็นไฟ ฮุนเซนก็ไม่แคร์สหรัฐ เพราะจีนให้ผลประโยชน์ได้มากกว่า ความช่วยเหลือต่างๆ นานา บริษัทจีนลงทุนมากขึ้นๆ การค้าก็มากขึ้น

 

 

 ในขณะที่ของไทยวันๆ หาแต่เรื่องตัดความช่วยเหลือ หาแต่เรื่องปิดด่าน มันก็ธรรมดา โลกทุกวันนี้มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบค่าย เพราะมีปัจจัยเยอะ จีนก็ต้องคิดถึงประโยชน์ในกัมพูชามากพอๆ กับผลประโยชน์ของตัวเองในไทย ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีผลประโยชน์ในไทย แต่กัมพูชาเป็นพื้นที่เปิดใหม่ เขาก็ต้องการสถาปนาอำนาจของเขาที่นั่นด้วยเช่นกัน และจีนเขาก็แข่งกับเวียดนาม ไม่ใช่เขาเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนกันแล้วเขาจะไม่แข่งกัน เขาก็ต้องการอิทธิพลของเขามากด้วย จีนก็ต้องคิดถึงดุลยภาพอำนาจ

 

 เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ง่ายๆ ว่าเราจะวิ่งหาพวกเพื่อต่อต้านกัมพูชาได้ง่ายๆ มันมีปัจจัยอีกเยอะ ที่ต้องคำนึงถึง เพราะฉะนั้นเวลาวิเคราะห์เรื่องนี้มันไม่สามารถได้ง่ายๆ ว่าจีนเขาจะชอบไทยและจีนจะเข้าข้างไทยเพราะราชวงศ์ของเราไปเกี่ยวดองกับจีน มันไม่เสมอไป 
 

คุณบอกว่าฝ่ายอนุรักษนิยมอยู่ในรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่เมื่อต้นปี อภิสิทธิ์ก็เคยพูดว่าต้องพัฒนาพื้นที่ร่วมคล้ายๆ กับที่นพดลเคยพูดว่าต้องพัฒนาร่วมกัน

 

โดยข้อเท็จจริง มันไม่อาจจะทำอย่างที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอยากจะทำได้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล อภิสิทธิ์จริงๆ ก็เข้าใจเรื่องนี้มาแต่ต้นแล้วล่ะว่า ข้อแรก เราคงไม่อาจจะเอาปราสาทพระวิหารคืนมาได้ ไม่ว่าจะทั้งชาตินี้และชาติหน้า ก็จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์แถลงเอาไว้ว่าจะเอาปราสาทเขาพระวิหารคืนมาให้ได้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ความจริงถ้ามันมีเหตุจะเอาคืนได้ในชาตินี้ก็คงไม่ต้องรอชาติหน้า ฉะนั้นทุกคนก็ต้องรู้ดีอยู่ว่าเมื่อชาตินี้คงเป็นไปไม่ได้ และอย่าหวังว่าชาติหน้าจะเป็นไปได้

 

เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะทำให้รู้สึกดีๆ ที่เรามีต่อปราสาทพระวิหารของเรายังคงอยู่ ก็มีแต่ต้องญาติดีกับกัมพูชาเพื่ออย่างน้อยที่สุด ก็คือแผนการแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันซึ่งมีการวางแผนมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณและขิงแก่แล้วล่ะ ก็คือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน แล้วไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก คือมีชิ้นที่เป็นปราสาทและชิ้นที่เป็นบริวาร เช่น สถูป ซึ่งอยู่ใกล้ไทยมาก แม้จะไม่สามารถเถียงได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ทะเลาะไม่ขัดแย้งกัน ข้อเสนอเดิมคือกัมพูชาเป็นผู้เสนอหลักเอาตัวปราสาทขึ้นทะเบียน แล้วไทยก็พัฒนาพื้นที่ข้างล่างแล้วเอาไปจดทะเบียนอีกชิ้นหนึ่งคู่กันและบริหารร่วมกัน ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ดีก็ทำได้

 

แต่บังเอิญว่าฝ่ายฮาร์ดคอร์อนุรักษนิยมปีกหนึ่ง บอกว่าไม่ได้ เราอยากจะร่วมในทรัพย์สินซึ่งเป็นของกัมพูชาชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว เขาคงไม่ยอม แล้วเราก็ไปพูดเพ้อเจ้อว่าเขาไปขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยเราไม่ได้ เราต้องแบ่งพื้นที่ ไม่…เราไม่ได้ตกลงกันอย่างนั้น ตอนสมัยขิงแก่ ที่ตกลงกันที่ไครซ์เชิร์ช ก็ตกลงกันว่าไทยจะเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันให้กัมพูชาเป็นฝ่ายจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ นั่นคือข้อตกลง แต่ไม่รู้ใครเป็นผู้เอามาบิดเบือนว่ากัมพูชาไม่ยอมให้เราขึ้นทะเบียนร่วมเขาไม่เคยพูด ขึ้นร่วมไม่ได้ แต่เอาไปขึ้นทะเบียนชนกันได้

 

เหมือนน้ำตกอีควอซูระหว่างบราซิลกับอาร์เจนตินาต่างขึ้นทะเบียนคนละครึ่งแบบนั้นทำได้ แต่ไม่ใช่การเคลมว่าเราจะไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกัน เวลาอธิบายจึงต้องชัดเจน ว่าขึ้นทะเบีบนร่วมคือการทำอย่างไร คนก็ยังเข้าใจผิดอยู่นะ นักข่าวก็ยังเขียนผิด ว่าเขาไปขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ก็ต้องเป็นฝ่ายเดียวอยู่แล้ว ก็มันเป็นของเขาน่ะ ไม่มีฝ่ายอื่น แต่การขึ้นทะเบียนโดยเอาส่วนของเราไปขึ้นทะเบียนบ้าง นั่นก็ทำได้ แต่เมื่อไม่อธิบาย ทำให้คนคลุมเครือ ทำให้คนรู้สึกเกลียดกัมพูชาว่ามันเห็นแก่ตัว เอาไปขึ้นฝ่ายเดียว ทางขึ้นก็ไม่มี มันเข้าใจผิดทั้งเพ เขาก็ทำถนนขึ้นเราก็ทำถนนขึ้น ทางขึ้นฝ่ายกัมพูชาก็มี 
 

สื่อกัมพูชาบอกว่าทหารไทยไม่ยอม ขณะที่รัฐบาลไทยน่าจะพยายามเจรจามากกว่า

 

ใช่ พูดค้างไว้อยู่เมื่อกี้ว่ากองทัพใช้ข้อขัดแย้งกับกัมพูชาเป็นที่แสวงอำนาจ ในอดีตคนที่กำหนดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน คือกองทัพ ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ นี่คือสมัยสงครามเย็น ก่อนรัฐบาลชาติชาย สมัยเปรม สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ กองทัพเป็นคนกำหนดความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อบ้านในนามของความมั่นคง ไม่ว่าจะเปิดด่านปิดด่าน คนในกองทัพอาจจะฝันหาวันชื่นคืนสุขแบบนั้นอีก ที่จะได้กำหนดนโยบายของไทยที่มีต่อกัมพูชาไม่ใช่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนกำหนด

 

ฉะนั้นกรณีที่ไทยไปตกลงเรื่องให้มีผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซียที่ปราสาทพระวิหาร รัฐบาลตกลงแล้ว พอกลับมากองทัพบอกไม่เอา เราไม่ต้องการบุคคลที่สาม เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกองทัพ กินกันไม่ลง จนถึงบัดนี้กษิตก็ยังต้องไปเปลี่ยน TOR ขอแก้ขอเพิ่ม ขอขยาย ก็ยังไม่สามารถพาผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ได้สักที

 

ทั้งๆ ที่กัมพูชาทันทีที่มีข้อตกลง TOR ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ตอบกลับไปแล้วว่ายินดีให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพื้นที่โน่นนี่นั่น กัมพูชาเขาเคยชินแล้วกับการมีผู้สังเกตการณ์ขนาดกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปเป็นกองทัพยังเคยมาแล้ว นับประสาอะไรกับการมีผู้สังเกตการณ์แค่สิบกว่าคน

 

 

แต่ทหารไทยไม่ชิน ไม่เคย เราเคยแต่ไปดูกิจการของประเทศอื่น เราไม่เคยต้องเปิดบ้านให้คนอื่นดู ถือเป็นเรื่องน่าอายของทหารไทย เขาก็รับไม่ได้ ไม่ได้ตกลงกับรัฐบาลหรือกระทรวงการต่างประเทศก่อน กระทรวงการต่างประเทศเป็นคนไปว่าเอง ทีแรกกระทรวงฯ ต้องการบลัฟกัมพูชา เพราะตอนแรกกัมพูชาเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้าไปรักษาสันติภาพ คุณกษิตก็ไปเสนอใหม่เป็นการบลัฟโดยเสนอให้ผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดเป็นผู้สังเกตการร์ร่วมกับทหารไทย เข้าใจว่าบลัฟกัมพูชา เข้าใจว่าคุณกษิตยังไม่ได้ปรึกษากับกองทัพ กัมพูชาก็รับ ไทยก็รับแต่พอกลับมาบ้าน กองทัพไทยบอกว่าเขาต้องมี Final State ในพื้นที่ที่เขาดูแล นี่คือกองทัพ

 

 

ก็เป็นไปได้ที่กัมพูชาจะรู้สึกว่าไทยไม่มีอำนาจเต็ม Full Mandate เจรจากับเขาแล้ว ตกลงกับเขาแล้วก็ทำไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อินโดนีเซียก็โมโหกับท่าทีของไทยมาก จนบัดนี้ก็ยังส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาไม่ได้ จนกระทั่งรบกันครั้งหลังเพิ่มขึ้นอีก แนวรบจะขยายไปเรื่อยๆ

 

เราขัดแย้งตรงเขาพระวิหาร แต่ล่าสุดปะทะกันในพื้นที่ห่างออกมาถึง 140 กม. ทำไมจึงออกมาไกลขนาดนี้

 

มีเหตุผลสองอย่าง อย่างแรกพื้นที่นั้นคลุมเครืออยู่ เดิมมีหลักเขตปักปันกันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว แต่ช่วงสงครามกลางเมืองหลักเขตแถวนั้นหายไป เจตนาใครย้ายหรือพังด้วยสภาพก็ไม่รู้ ก็ด่ากันไปด่ากันมา กัมพูชาก็ว่าไทยเป็นคนย้ายหลักเขต แต่เอาเถอะมันหายไป และเมื่อมันหายไปก็เกิดความไม่ชัดเจน คือกลุ่มปราสาทตาเมือนมีหลายหลัง แล้วบังเอิญว่าจำนวนหนึ่งตั้งคร่อมสันปันน้ำพอดี ทีนี้ถ้าเคร่งครัดกับเรื่องเส้นเขตแดน ก็อาจจะต้องผ่า องค์หนึ่งเป็นของกัมพูชา องค์หนึ่งเป็นของไทย มันก็เกิดความเบลอในแง่ของการจัดการ

 

แต่บังเอิญไทยอาศัยว่าพื้นที่นั้นเคยเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของเขมรแดงเก่า และไทยเคยให้การสนับสนุนเขมรแดงมาก่อนในพื้นที่บริเวณนั้น เขาก็ไม่ว่า และไทยก็ให้กรมศิลป์ไปบูรณะขึ้นทะเบียนเป็นของเราเรียบร้อยแล้ว เราก็อ้างว่าเป็นของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เขมรเขาก็บอกว่ามันไม่แน่นะ พักหลังๆ เขาก็เลยส่งทหารขึ้นมาประจำ ก็ไล่ตั้งแต่ ปราสาทตาควาย คนไทยไม่กล้าเรียกว่าตากระเบย หรือตากระบือ เราเลยต้องพูดคำหยาบว่าตาควาย

 

 

จริงๆ ชื่อเดิมคือปราสาทตากระเบย เราเลยต้องแปล จำเป็นต้องแปล เราต้องเปลี่ยนศัพท์หลายอย่างที่เรายืมมาจากกัมพูชา พระวิเฮีย ก็ต้องเรียกพระวิหาร ต้องปรับให้เป็นภาษาไทย เสียมเรียบ เราก็พูดว่าเสียมราฐ ศรีโสภณบังเอิญไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็ต้องเรียกศรีโสภณ

 

 

เหตุที่สองที่มันขยายการปะทะมาก็เป็นเพราะว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าการที่ไทยไม่รับผู้สังเกตการณ์เสียทีมันจะไม่มีสันติภาพที่ถาวร แปลว่าความขัดแย้งจะขยายไปที่ไหนก็ได้ ไม่มีใครรู้ 

 ที่มา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304401325&grpid&catid=02&subcatid=0201

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: