ราชาธิปไตย” ในยุคสมัยใหม่ โดย เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน

Conference on DEMOCRACY AND CRISIS IN THAILAND

Keynote Speech
“Modern Monarchies in a Global Comparative Perspective” Benedict Anderson, Cornell University

A conference organized by McGill University and Thailand Democracy Watch (TDW), Faculty of Political Science, Chulalongkorn University

Venue: Chumpot Phantip Room, 4th Fl., Prajadhipok Rambhai-Barni Building, Chulalongkorn University, Friday 9 March 2012

0 0 0 0 0

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ 12 มีนาคม 2555 

เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน หรือ รู้จักกันในแวดวงนักวิชาการเมืองไทยว่า “อาจารย์เบน” นักวิชาการชาวไอริชผู้โด่งดังจากการศึกษาลัทธิ “ชาตินิยม” ในหลายชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ราชาธิปไตย โลกในยุคสมัยใหม่” เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตประชาธิปไตยในประเทศไทย”

อาจารย์เบนเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า “ราชาธิปไตย” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “monarchy” 

ซึ่งในรากศัพท์แปลว่า การปกครองโดยคนๆ เดียว ต่างจาก “คณาธิปไตย” (oligarchy) ที่แปลว่า การปกครองโดยคนกลุ่มน้อย หรือ “ประชาธิปไตย” (democracy) ที่แปลว่า การปกครองโดยคนกลุ่มใหญ่

ในโลกปัจจุบัน ราชาธิปไตยมีไม่มากเหมือนเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ในสหประชาชาติทุกวันนี้ มีประเทศราชาธิปไตยเพียงร้อยละ 13 เท่านั้น

หากนับประเทศราชาธิปไตยทั้งหมดรวมกัน มีเนื้อที่เล็กกว่าประเทศบราซิลประเทศเดียว ประชากรรวมกัน ก็น้อยกว่าอินเดียประเทศเดียว

จึงมีคำถามสำคัญว่า ราชาธิปไตยหายไป ไหนหมด

อาจารย์เบนชี้ว่า ในประวัติศาสตร์นั้นมีสิ่งท้าทายราชาธิปไตยอยู่ 3 ประการใหญ่ๆ

ประการที่หนึ่งคือ สงคราม

สงครามครั้งใหญ่ๆ มักจะเป็นจุดจบหรืออย่างน้อยก็จุดเปลี่ยนของระบอบราชาธิปไตย เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียถูกโค่นล้ม

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จักรพรรดิญี่ปุ่นถูกฝ่ายสัมพันธมิตรลดอำนาจลงมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากสงครามเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ประการที่สองคือ ขบวนการอุดมการณ์ต่างๆ

เช่น ขบวนการอนาธิปไตยในศตวรรษที่ 19 ที่ลอบสังหารประมุขราชาธิปไตยยุโรปหลายแห่ง เช่น พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ของรัสเซีย หรือจักรพรรดินีอลิซาเบธของออสเตรีย

ขบวนการชาตินิยมมักเป็นศัตรูกับระบอบราชาธิปไตยเช่นกัน เช่น กรณีมกุฎราชกุมารฟรานซ์เฟอร์ดินานด์ที่ถูกขบวนการชาติ นิยมเซอร์เบียลอบยิงในปีค.ศ.1914 จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเหตุการณ์ปฏิวัติโค่นราชวงศ์ ชิงของจีน ที่นำโดยขบวนการชาตินิยมของ “ซุนยัดเซ็น”

อ.เบนอธิบายว่า เป็นเพราะในอดีต ประมุขราชาธิปไตยไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของชาติ” จึงยากที่จะหาความชอบธรรมได้เมื่อเกิดกระแส “ชาตินิยม” (แนวคิดที่ว่า คนในดินแดนเดียวกัน เชื่อมโยงเป็นชาติเดียวกัน)

ปัญหานี้ยิ่งใหญ่ในรัฐราชาธิปไตยที่มีเนื้อที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ หลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม เมื่อชนเหล่านี้มีแนวคิดชาตินิยม จึงมักเรียกร้องเอกราชออกจากรัฐราชาธิปไตยนั้นๆ

การแพร่หลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ระหว่างช่วงสงครามเย็น มีส่วนต่อการโค่นล้มระบอบราชาธิปไตยเช่นกัน เช่น การปฏิวัติในลาว

การที่มีหลายคนมองว่าสหรัฐอเมริกามักสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ อาจารย์เบนแย้งว่า ไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไป ในกรณีกัมพูชา อเมริกาเลิกสนับสนุนสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ และหันไปสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐของนายลน นน

ประการที่สามคือ การขึ้นสู่อำนาจของคณะทหาร

ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 เป็นยุคที่คณะนายทหารยึดอำนาจโค่นล้มราชาธิปไตยในหลายประเทศ อย่างเช่น ลิเบีย อิรัก อัฟกานิสถาน และ เอธิโอเปีย

ราชาธิปไตยที่ยังอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่สามารถรับมือเหตุ 3 ประการข้างต้นได้ทั้งสิ้น

นักวิชาการชาวไอริช สรุปทิ้งท้ายว่า

ในสมัยปัจจุบันมีคนพูดกันมากถึง “ประชานิยม” ว่าจะขัดแย้งกับราชาธิปไตยหรือไม่

ส่วนตัวมองว่า ประเทศหนึ่งมีผู้นำพลเรือนแบบประชานิยม และมีราชาธิปไตยเชิงสัญลักษณ์ได้ ไม่ได้ขัดกันแต่อย่างใด

ที่มา

http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_7310.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: